เก็บเกี่ยววิถีชีวิตบ้านสิงขร “คนพลัดถิ่น” สายเลือดไทยที่ไม่เคยเป็นอื่น

เรื่อง ภาคภูมิ ป้องภัย
ภาพ โดยปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์

บ้านสิงขรเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะแหล่งท่องเที่ยวใหม่ หลังถนนลาดยางเรียบกริ๊บจากชายแดนไทยฝั่ง อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ตัดผ่านหมู่บ้านไปยันเมืองมะริด ประเทศเมียนมาร์  และในฐานะชุมชนคนไทยผลัดถิ่นซึ่งมีคนสายเลือดไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติพม่าอาศัยอยู่ 150 หลังคาเรือน 500 คน

ต่อนี้ไป เราจะก้าวเข้าสู่ชุมชนสิงขรให้ลึกไปกว่าเดิม

สภาพภูมิประเทศของตำบลสิงขรมีลักษณะเป็นที่ดอนขนาดมหึมาซึ่งถูกแม่น้ำสิงขร และทุ่งหญ้าขนาดกว้าง 100-200 เมตร ยาวหลายกิโลเมตร พาดผ่านคดโค้งไปมาจนกลายสภาพเป็นดอนใหญ่น้อย

ย้อนหลังไปก่อน 30 ปี แต่ละดอนเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเก่าแก่ เช่น บ้านทุ่งมะนาว บ้านสวนจำปา บ้านสวนหมากน้อย บ้านสวนขนุน บ้านทุ่งมะพร้าว ฯลฯ แต่ละหลังแทรกตัวอยู่ในสวนสุมรุม ในสวนมีต้นไม้หลากพันธุ์ จัดลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ หมาก มะม่วงหิมพานต์ ยางพารา ทุเรียน มะม่วง ขนุน มังคุด เงาะ มะพร้าว ฯลฯ คละเคล้ากันไป

ทว่า..สงคราม การเมือง และการคมนาคม บีบให้ผู้คนจำต้องทิ้งสวนในดงลึกออกมาอยู่รวมกันบนดอนขนาดใหญ่ติดถนน อันมีวัดสิงขรเป็นศูนย์กลางตำบล ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การเดินสำรวจหมู่บ้านเก่าของสื่อมวลชน และเครือญาติชาวสิงขรจากฝั่งไทย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2562 ใช้เวลานานกว่าครึ่งวัน

อนันต์ ปฏิแพทย์ และน้อย-มานิตย์ ประกอบปราณ แกนนำบ้านสิงขร ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ พาลัดเลาะสวนด้านหลังชุมชนใหม่ ผ่านสะพานไม้ข้ามแม่น้ำสิงขรออกมาโผล่ตรงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ทอดผ่านเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา ในหน้าฝนทุ่งหญ้าจะแปรสภาพเป็นนาข้าว กั้นขวางหมู่บ้านเก่ากับใหม่ เราเดินผ่านจุดหนึ่งซึ่งเคยเป็นสมรภูมิใหญ่ระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังกะเหรี่ยงในปี 2535-2538

     

กลับมาที่สวนสุมรุม ไม่แปลกที่หมากและมะม่วงหิมพานต์เป็นผลผลิตสร้างรายได้หลักให้ชุมชน เรากะดูทั่วอาณาบริเวณตำบลสิงขรรวมกันมีร่วมหมื่นต้น ไม่นับผลผลิตที่ฮอตฮิตคือทุเรียน โดย ดร.เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล เลขานุการศูนย์สิงขร-มะริดศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี ซึ่งร่วมเดินทางมาด้วย และเคยมาชิมทุเรียนที่นี่แล้ว 2 ฤดูกาล ยืนยันว่าอร่อยจริง เมล็ดเล็ก เนื้อหนา รสชาติหวานมัน มีกลิ่นหอมเฉพาะ

ทุเรียนพื้นเมืองที่นี่ยังไม่มีชื่อสายพันธุ์ แต่ถ้าจะตั้งก็ไม่หนี “ทุเรียนพันธุ์สิงขร”  แต่ละต้นสูงใหญ่ แหงนมองคอตั้งบ่า กิ่งก้านลำต้นเต็มไปด้วยมอร์สและเฟิร์นเกาะอยู่ ช่วยยืนยันอายุแต่ละต้นไม่ต่ำกว่า 80 ปี เสียดาย พวกเรามาก่อนกำหนดเก็บผลเร็วไป 2 เดือน

นึกในใจว่า ถ้าคนที่นี่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวสไตล์  “อีโคทัวร์” เมื่อไหร่ รับรองสวนสุมรุมหน้าเก็บเกี่ยวจะกลายเป็นไฮไลต์แห่งสิงขรทีเดียว นี่ไม่นับภาพเส้นทางปั่นจักรยานลัดเลาะไปตามสวนบนดอนต่างๆ ผ่านสมรภูมิเก่า แวะเก็บกินทุเรียน มังคุด เงาะแก้หิว เล่นน้ำใสในแม่น้ำสิงขร ถ่ายรูปฝูงควายนับร้อยตัวบนทุ่งหญ้าเขียวขจี ค่ำลงกลับมานอนโฮมสเตย์ ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์สามารถเปิดตัวสิงขรสู่สายตาโลกได้ไม่ยาก

สามมัคคุเทศก์พาเรามาถึงจุดหมายปลายทางที่สำนักสงฆ์บ้านสวนพร้าว กราบนมัสการหลวงพ่อสงวน ปภัสสร เจ้าอาวาสวัดสิงขรในวัย 80 ปี ท่านเป็นพระไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติพม่า ยังแข็งแรง พูดไทยปักษ์ใต้เสียงดังฟังชัด พวกเราพูดคุยเรื่องการสืบทอดศาสนาพุทธไทยในชุมชนสิงขร กับอุปสรรคต่างๆ เช่น การรุกคืบเข้ามาของพระพม่าในวัดไทย ขณะที่พระไทยน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่บวชไม่กี่พรรษาก็สึกไป ปัจจุบันเหลือพระไทยจำวัดสิงขร 5 รูป

“ถ้าอาตมาล่วงไปก็ไม่รู้จะมีใครมาดูแล นอกจากพระพม่า หนักใจไม่มีตัวแทน สิ้นฉันไปคนเดียว ห่วงวัฒนธรรมไทยจะหายหมด” หลวงพ่อสงวนกังวล

อนันต์ ปฏิแพทย์เสริมหลวงพ่อว่า ในอนาคตถ้าไม่มีพระไทยจำวัดสิงขร จะกระทบงานวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมของไทย โดยเฉพาะการบวชพระไทย จนอาจเสื่อมหายไปได้ เว้นแต่จะไปนิมนต์จากฝั่งไทย หรือไม่ก็ย้ายไปร่วมงานฝั่งไทยสิ้นเรื่องสิ้นราว

“คนสิงขรรุ่นใหม่เขาไม่เอา ไม่ชอบวัฒนธรรมไทย ยิ่งแต่งงานกับคนพม่าไป มันจะสูญหายได้”อนันต์ระบุ

      

ตกค่ำตัวแทนฝั่งไทยสนทนาแลกเปลี่ยนกับฝั่งสิงขร ฝ่ายหลังเสนอแนะฝ่ายแรกให้ช่วยผลักดัน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 

     1.ช่วยจัดหาพระประธานประจำสำนักสงฆ์บ้านสวนพร้าว หลังจากองค์เดิมถูกทหารพม่าย้ายไปไว้ที่ อ.ตะนาวศรีในปี 2538 

     2.ผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขลดค่ารักษาพยาบาลให้คนไทยพลัดถิ่นสิงขรที่ไม่มีบัตรประชาชน เพิ่มระยะเวลาให้ข้ามเขตไปรักษาพยาบาลและเยี่ยมญาติในฝั่งไทยได้นานขึ้นจากเดิม 3 วันเป็น 7 วัน และข้ามไปยังจังหวัดข้างเคียงได้

     3.ส่งเสริมการศึกษาให้เยาวชนที่ต้องการเรียนภาษาไทยเพิ่มขึ้น และสนับสนุนเด็กโตได้เรียนมหาวิทยาลัย โดยจัดสรรให้เรียนวิชาที่สามารถนำกลับมาพัฒนาสิงขรได้ เช่น การเกษตร ปศุสัตว์ ช่างฝีมือ

     

ว่าไปแล้วสิ่งที่รัฐไทย โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยต้องช่วยเหลือคนไทยพลัดถิ่นให้ถึงที่สุด จึงจะถือเป็นการเยียวยาบาดแผลที่รัฐไทยในอดีตทำผิดพลาด ทิ้งพวกเขาให้โดดเดี่ยวจนมีชีวิตยากลำบากมาถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี ความต้องการของไทยพลัดถิ่นฝั่งไทยกับฝั่งสิงขรนั้นต่างกัน ฝ่ายแรกต้องการให้รัฐไทยยอมรับว่าพวกเขาคือคนไทย มีศักดิ์และสิทธิตามกฎหมายเท่าเทียมกับ 70 ล้านคนทั่วประเทศผ่านบัตรประชาชน ขณะที่ฝ่ายหลังต้องการความสะดวกในการไปมาหาสู่กับญาติพี่น้องฝั่งไทย และค่ารักษาพยาบาลที่ย่อมเยา มิได้ฝันถึงสัญชาติไทยแต่อย่างใด   

เมื่อความต้องการแตกต่างกันมันจึงมีรายละเอียดซึ่งยากแก่การเร่งรัดให้ข้อเรียกร้องบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็ว ระหว่างรอเวลา คงมีเพียงการเยี่ยมเยือนระหว่างเครือญาติ จัดกิจกรรมเชื่อมสายใยและการพึ่งพาช่วยเหลือกัน เหล่านี้คงพอช่วยบรรเทาความยากลำบากของคนไทยพลัดถิ่นลงได้ไม่มากก็น้อย

เช้าวันรุ่ง คนสิงขรฝั่งไทย ภควินท์ แสงคง ผู้ประสานงานเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น และสื่อมวลชน เดินเยี่ยมเยียนผู้เฒ่าผู้แก่ในตัวตำบล ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ไล่เรียงเทือกเถาเหล่ากอกันไปมาสุดท้ายหนีไม่พ้นเครือญาติเดียวกัน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงร่ำไห้ยามบอกลา ทำให้บรรยากาศเยี่ยมยามอบอวลไปด้วยความสุขแฝงรอยเศร้า

ในบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหมดที่เราเยี่ยมเยือน มี 2 ครอบครัวสูญเสียลูกไปในสงคราม แต่มานิตย์ ประกอบปราณ แกนนำชุมชนสิงขรฝากผ่านสื่อไทยอย่าขุดคุ้ยอดีต หรือรื้อฟื้นความโหดร้ายของทหารพม่ามาตีแผ่อีกเลย เรื่องผ่านไปแล้วให้เป็นบทเรียน ทุกวันนี้ ทางการพม่าเปิดโอกาสให้คนไทยผลัดถิ่นสืบทอดวิถีชีวิตดั้งเดิมไทยได้เต็มที่ ไม่ได้ปิดกั้นขัดขวาง ขนบประเพณีดั้งเดิมจะคงอยู่ตลอดไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนสิงขรทั้งสองฝั่ง หาได้ขึ้นอยู่กับทางการพม่าไม่   

แน่นอนว่า สงครามทำให้วิถีชีวิตคนสิงขรเปลี่ยนแปลง เส้นเขตแดนทำให้คนสิงขรเป็นอื่น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คนสิงขรทั้งหมดก็ยังมีสายเลือดไทยเข้มข้น ไม่แปรเปลี่ยน ดังเช่นที่เราได้พบเห็นและสัมผัสมา

และเชื่อเถอะว่า บนโลกใบนี้ ยิ่งมิตรภาพและสายสัมพันธ์ลึกซึ้งแน่นแฟ้นมากเท่าไหร่ กระสุนปืนก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป.

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.