หลายฝ่ายร่วมกอด“ครอบครัว“บิลลี่” มึนอปลื้ม-หลั่งน้ำตา ปปช.รับไม้สอบต่อคดีเจ้าหน้าที่อท.แก่งกระจานละเว้น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีพิธีรำลึกถึงบิลลี่และเสวนาวิชาการ เรื่องปัญหาสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน กับการขึ้นทะเบียน “ผืนป่าแห่งกระจาน”เป็นมรดกโลก โดยมีน.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ และลูกๆทั้ง 5 คน รวมทั้งชาวบ้านบางกลอย ได้เดินทางมาร่วมงาน ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงจากภาคเหนือและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้เดินทางมาร่วมงานด้วยเช่นกัน ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ในช่วงแรกก่อนเวทีเสวนา ได้มีการจัดพิธีรำลึกถึงบิลลี่นั้นโดย “กอดกะเหรี่ยง”ซึ่งให้ผู้เข้าร่วมได้โอบกอดมึนอและลูกๆซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างซาบซึ้งจนทำให้มึนาถึงกับน้ำตาไหล

เวลา11.00 ได้มีการเสวนา “การฆาตกรรมอำพรางศพนายพอละจี บุคคลใดต้องรับผิดชอบ” โดยน.ส.มึนอกล่าวว่า กว่า 5 ปีที่ผ่านมาตนลำบากเพราะบ้านเหลือเพียงเสาหลักเดียว ทำให้บ้านไม่มั่นคง ตนต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ต้องทำงานในบ้านนอกบ้านเข้าไร่เข้าสวนและรอคอยบิลลี่ว่าหายไปไหน ตั้งแต่บิลลี่หายไป 1 คืนหลัง 17 เมษายน 2557 ซึ่งตนทราบข่าวการหายไปของบิลลี่จากพี่ชายของบิลลี่ซึ่งไม่คิดว่าจะเกิดอะไร แต่ไม่สามารถติดต่อบิลลี่ได้เลย ตนพยายามติดต่อโทรหาเพื่อนบิลลี่ทุกคน แต่ไม่มีใครติดต่อบิลลี่ได้เลย ในที่สุดตนจึงแจ้งความที่แก่งกระจาน ตอนแรกเขาไม่รับแจ้งความและให้เราไปหาข้อมูลเพิ่ม หลังจากนั้นเราจึงได้ไปยื่นหนังสือที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่เพื่อความโปร่งใส แต่มีน้ำหนักไม่เพียงพอ หลังจากนั้นไปฟ้องร้องศาล แต่ทั้ง 3 ศาลยกคำร้องหมด

“ขณะนั้นรู้สึกว่าความเป็นธรรมไม่มีจริง และไปยื่นที่ทำเนียบและดีเอสไอ ต้องขอขอบคุณดีเอสไอมาก อยากบอกผู้ที่มีกฎหมายอยู่ในมือให้ปฎิบัติหน้าที่และไม่ควรรังแกกัน เช่น บิลลี่หายไป คุณใช้กฎหมา ไม่ใช่กฎหมาย เราทุกเผ่าพันธุ์ควรอยู่ด้วยความรักและเข้าใจกัน ไม่อยากให้คนที่มีกฎหมายในมือ คนที่มีอำนาจสูงส่ง รังแกคนอื่น อยากให้คิดว่าทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเที่ยวมกัน”นางมึนอ กล่าว

นายชนม์สวัสดิ์ ประศาสน์ครุการ นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.)กล่าวว่าฐานตั้งต้นมูลคดีนี้คือมาตรา 157 ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตและมาตรา 200 ซึ่งไม่เกี่ยวกับการสูญหายของบิลลี่ และมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่ท้วงติงจึงเปลี่ยนคณะกรรมการสอบสวนเพื่อให้ควาเป็นธรรมกับผู้เสียหายโดยมีพยาน 30 ปาก ระหว่างนั้นเรามีการประสานกับดีเอสไอ ซึ่งดีเอสไอได้เสนอเรื่องนี้เข้าไปในปปช. ทั้งนี้ผู้ถูกกล่าวหาคือเจ้าหน้าที่กรมอุทยานที่จับกุมบิลลี่เรื่องเก็บของป่า แต่เราไม่พบว่ามีการดำเนินคดีบิลลี่ ซึ่งอนุไตร่สวนชี้มูลความผิด แต่ปปท.พิจารณาเห็นว่ามีความผิดอื่นในเรื่องของการสูญหายและพยานเกี่ยวพันกับรูปคดีจึงควรส่งให้ดีเอสไอดำเนินการ
โดยเรื่องนี้ปปช.รับดำเนินการแล้ว จึงตัดอำนาจของปปท.ไป และมีการส่งสำนวนคดีไปที่ปปช.แล้วเมื่อ 11 กันยายน 2562

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กล่าวว่า หลังจากทำคดีนี้ผ่านไป 1 ปียังติดใจโดยสร้างสมมุติฐานง่ายๆว่าพ่อคนหนึ่งมีลูก 5 คนแล้วทำไมถึงจะไม่กลับบ้าน และไม่เคยมีใครพบเห็นบิลลี่ตั้งแต่วันนั้น ตอนแรกเหมือนเรื่องไม่ซับซ้อนและคดีคามาตลอด จนกระทั่งมีการรวมเรื่องไปที่ปปท. แต่ตนก็ยังติดในใจและถามลูกน้องว่าแม่บิลลี่และมึนอเป็นอย่างไรบ้าง เพราะขาดช่วงเนื่องจากดีเอสไอเหมือนยุติ จนเข้าปีที่4 ตนถามตัวเองว่าไม่มีอะไรเลยหรือ และให้น้องๆคุยกับแม่บิลลี่ ในที่สุดเราจึงเอาเรื่องเข้าคณะกรรมการดีเอสไอ เพื่อให้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ซึ่งคณะกรรมการยกมือทุกคนให้เป็นคดีพิเศษ

“ลูกน้องผมทำงานกันแทบเป็นแทบตาย จนกระทั่งพบกระดูกและตรวจสอบว่าเป็นของบิลลี่ เราไม่ได้มาพูดเพราะว่าเราเป็นคนดี แต่อยากบอกว่าเราทุ่มเทศักยภาพเต็มรูปแบบเพื่อให้คดีนี้สำเร็จ ผมมองเห็นลูกๆของมึนอแล้วนอนไม่หลับ จึงต้องหาคำตอบให้ได้ การทำงานของเราจึงทุ่มเทหนักมาก หาทุกข่าว จนกระบวนการมาถึงจุดๆหนึ่ง แต่ผมยังใช้เวลาพอสมควร ต้องรวบรวมหลักฐานให้ดีที่สุด บางคนอยากให้จับวันนี้พรุ่งนี้ แต่อยากเรียนว่าทำงานให้รอบคอบดีกว่า”

รองอธิดีดีเอสไอ กล่าวว่า ตั้งแต่บิลลี่หายไป ตนลงไปตั้งแต่ต้นๆพอเรื่องไปรวมที่ปปท.ก็ไม่ได้หยุดสืบสวน ต้องทำเพราะต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ลูกน้องก็ไม่ทิ้งเรื่องนี้เลย ถ้าเป็นมวยล้มนต้มคนดู ดีเอสไอก็อยู่ไม่ได้ การดำเนินคดีจะตรงไปตรงมา พยานหลักฐานถึงใครจะดำเนินคดีให้หมด ไม่อยากให้ฟังจากที่อื่น ให้ไปถามตนจากที่ทำงานได้

นายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ ผู้แทนสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่ากรณีบิลลี่เป็นเรื่องสืบเนื่องจากการย้ายชาวบ้านจากใจแผ่นดินลงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึกซึ่งการโยกย้ายครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบเพราะมีการเผายุ้งฉางและบ้านเรือนเพื่อให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ซึ่งตอนแรกทางการบอกว่าจะให้ที่ดินคนละ 7 ไร่ แต่พอลงมาจริงๆก็จัดไม่ได้เลย แต่ไปเอาที่ดินจากชาวบ้านโป่งลึกมาให้แทน ทำให้กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างพี่น้องกะเหรี่ยงกันเอง และพื้นที่ที่จัดให้นั้นลำบากมาก ชาวบ้านไม่มีทางเลือกอื่นและพยายามเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา บางส่วนจึงกลับขึ้นไปบางกลอยบน ซึ่งคดีนี้สภาทนายความได้เข้ามาเริ่มต้นช่วยเหลือเรียกร้องค่าเสียหาย ขณะที่บิลลี่เป็นคนที่ช่วยเหลือคณะทำงานสภาทนายความในการหาข้อมูลจัดทำเอกสารต่างๆ รวมทั้งถึงการทำหนังสือเพื่อถวายฎีกา ระหว่างนั้นบิลลี่ได้ถูกควบคุมตัว และไม่เคยมีใครพบเขาอีกเลย

นายแสงชัยกล่าวว่า ในเมื่อผู้พบบิลลี่คือหัวหน้าอุทยานฯแก่งกระจานเราจึงทำหนังสือถึงศาลเพื่อให้เขาปล่อยบิลลี่ออกจากการควบคุมซึ่งสู้กัน 3 ศาล และศาลชั้นต้นได้เรียกนายชัยวัฒน์ ลิ้มอักษร ไปไตร่สวน รวมทั้งเปิดให้ทุกฝ่ายได้ไตร่สวน แต่ศาลยกคำร้องทั้ง 3 ศาล โดยชั้นต้นบอกว่าพยานของฝ่ายโจทย์ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์มีแต่คำบอกเล่า ขณะที่พยานของนายชัยวัฒน์น่าเชื่อถือกว่า เพราะขณะนั้นมีทั้งนักศึกษาและชาวบ้านที่บอกว่า เห็นเจ้าหน้าที่ปล่อยบิลลี่ แต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยบว่ากระบวนการศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง คือต้องสื่อสอบพยานของผู้ร้องให้จบก่อนและค่อยสอบพยานอื่น แต่นี่เหมือนศาลชั้นต้นไปลัดขั้นตอน ศาลฏีกาได้ชี้ว่าพยานของชัยวัฒน์จึงรับฟังไม่ได้เพราะล้วนแต่ลัดขั้นตอน แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลา ศาลจึงสั่งให้ย้อนสำนวนก็เอาคำพยานของฝ่ายผู้ร้องมาพิจารณา และเห็นว่าน้ำหนักน้อยเพราะเป็นพยานคำบอกเล่า จึงยกคำร้องเช่นกัน แต่ข้อต่างนี้สำคัญเพราะเท่ากับศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่ามีการปล่อยตัวบิลลี่หรือไม่

“บัดนี้พยานหลักฐานคงไม่ใช่เป็นพยานบอกเล่าอย่างในอดีตอีกแล้ว ดังนั้นคดีเดิมจึงไม่ใช่ข้อยุติของบิลลี่ และยังเกี่ยวโยงถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอมากเพราะตั้งแต่เราร้องเรียนตำรวจภาค7 มีการเก็บข้อมูลและประสานงานกับชุมชนเป็นอย่างดี ตรงนี้สำคัญมากเพราะเรามักบ่นว่าความยุติธรรมไม่มี ผมคิดว่าความยุติธรรมมีได้หากชุมชนเราตื่นรู้ เมื่อไหร่ที่คิดว่าคนอย่างบิลลี่คือพี่น้องของเรา”นายแสงลชัย กล่าว

ทั้งนี้ในช่วงท้ายชาวกะเหรี่ยงหลายได้ตั้งคำถามและแสดงความเห็นว่า ามีกฎหมายข้อไหนที่ทำให้คนถูกจับเรื่องน้ำผึ้งป่าต้องหายไป ถ้าไม่มีดีเอสไอ บิลลี่คงหายสาบสูญไป

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.