อ้างทางการลาวสั่งห้าม ช.การช่างปิดปากโครงการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง สื่อไทยตีข่าวเบื้องหลัง “สนธิรัตน์” ขวางกฟผ.รับซื้อไฟฟ้าเหตุมีสำรองมากล้น

แม่น้ำโขงบริเวณใกล้หลวงพระบาง


เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 สำนักข่าววิทยุเอเชียเสรีรายงานว่า คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือเอ็มอาร์ซี ชี้แจงว่า ได้รับการแจ้งจากรัฐบาลลาวในโครงการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง กั้นแม่น้ำโขงตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 เพื่อให้เริ่มกระบวนการแจ้งปรึกษาหารือล่วงหน้า เป็นระยะเวลา 6 เดือน แต่เอ็มอาร์ซีไม่สามารถตัดสินใจดำเนินการได้

“เป็นการแจ้งที่ไม่มีเอกสารที่เพียงพอและเข้าถึงได้ง่าย เช่น โครงการโดยรวมหรือแนวทางกระบวนการปรึกษาหารือที่จะช่วยกระบวนการปรึกษาหารือและสาธารณะได้เข้าใจต่อโครงการได้ดี เราได้บทเรียนมาแล้ว ครั้งนี้ เราได้วางแผนเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงกาทุกอย่างต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการและเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียให้สามารถศึกษาข้อมูลและทำให้กระบวนการปรึกษาหารือมีความหมายมากขึ้น เรา ซึ่งเป็นกระบวนการที่เปิดเผยและโปร่งใสต่อสาธารณะผ่านกระบวนการนี้” เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมมาธิการแม่น้ำโขง กล่าว

เขายังกล่าวอีกว่า ตัวแทนจากรัฐบาลลาว ไทย เวียดนามและกัมพูชา จะมีการประชุมกันในวันที่ 8 ตุลาคมนี้เพื่อตัดสินว่าจะดำเนินกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) และประเด็นที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

หมู่บ้านที่จะได้รับผลกระทบ

นายไบรอัน เอียเลอร์ ผู้อำนวยการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบัน Stimson กล่าวว่า น่าสนใจเรื่องการเลื่อนกระบวนการ โครงการนี้จะเป็นโครงการแรกที่ร่วมทุนระหว่างไทย และเวียดนามและเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่เวียดนามจะเดินหน้าสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง เพราะที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลเวียดนามและประชาสังคมต่าง ๆ ร่วมกันคัดค้านการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักอย่างชัดเจน

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า เขื่อนแห่งนี้จะกลายเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากพูดถึงสำหรับรัฐบาลลาวหรือไม่? ก่อนหน้านั้นก็มีโครงการเขื่อน 2 แห่งที่รัฐบาลลาวได้ยื่นต่อเอ็มอาร์ซี คือ เขื่อนปากแบงและเขื่อนปากลาย แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และทำไมจึงมีอยากสร้างเขื่อนที่ 3 ขึ้นมาอีก และเห็นแล้วว่าการทดสอบเขื่อนไซยะบุรีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้ส่งผลให้เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงใช่หรือไม่?

เขายังกล่าวอีกว่า ถ้าหากหลวงพระบางมีการสร้างเขื่อน ลาวอาจจะต้องสูญเสียทัศนียภาพอันสวยงามที่เคยเป็นภาพฉากหลังที่นายบารัค โอบามา ประธานธิบดีสหรัฐอเมริกา มาเยือนหลวงพระบางเมื่อปี 2558

นางสาวมอรีน แฮรริส ผู้อำนวยการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำสากล กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อการตัดสินใจของรัฐบาลลาว เพราะว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าผลกระทบสะสมจากโครงการต่าง ๆ จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการประมง ตะกอนและการเปลี่ยนแปลงการไหลของสายน้ำ ส่งผลร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของประชาชนบนลุ่มน้ำโขง

นอกจากนี้ สำนักข่าววิทยุเอเชียเสรี ได้ติดต่อไปยังบริษัท ช.การช่าง ซึ่งมีข่าวว่าจะเป็นผู้ร่วมลงทุนในโครงการนี้ โดยทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท ตอบกลับมาว่า ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับโครงการได้

“เราไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเขื่อนหลวงพระบางได้ เนื่องเราอยู่ในกระบวนการเจรจากับรัฐบาลลาว และเขาบอกเราว่าไม่ให้พูดถึงโครงการนี้” ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท ช.การช่างกล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดของหลวงพระบาง กล่าวว่า ตามแผน เขื่อนหลวงพระบางจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือบนแม่น้ำโขง เพราะเขาจะสร้างประตูที่ทันสมัยบนเขื่อนดังกล่าว”

ในวันเดียวหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้ตีพิมพ์บทความ เรื่อง “ตีมือ กฟผ. อย่าเพิ่งเซ็นซื้อไฟจากลาว!” โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ข้อมูลพรั่งพรู ผู้ยิ่งใหญ่ของ กฟผ.กำลังเจรจากับตัวแทนจากลาว (กระทรวงพลังงานลาว) เพื่อจะเซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลในการซื้อกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า ที่ไปตั้งรกรากการผลิตฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ทั้งโรงไฟฟ้าที่ถือหุ้นโดยเอกชนสัญญาติจีน-ไทย และเวียดนาม ที่กำลังจะเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้า (COD) ได้ในปีนี้ แต่ไม่มีที่รับซื้อ จึงจะหันมาขายให้ กฟผ.ของไทย

ในบทความระบุว่า ถึงขนาดที่รัฐมนตรีพลังงานของลาวกลายเป็นคนวิ่งล็อบบี้ทั้งกระทรวงพลังงานของไทยและ กฟผ.ให้เร่งเซ็นซื้อไฟจากลาว

ปัญหาตรงอยู่ตรงที่ กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าของไทยที่ล้นประเทศ จากการศึกษาของกระทรวงพลังงาน สามารถใช้ได้อย่างมั่นคงไปอีก 6 ปี หรือถึงราวปี 2568 แถมกระทรวงพลังงานที่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นเสนาบดี มีนโยบายให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งคาดว่าจะสร้างกำลังการผลิตขึ้นมาจากนโยบายนี้ได้อีก 2,000 เมกกะวัตต์ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ แบตเตอรี่ที่กำลังจะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานที่ผลิตได้ ไปใช้ในช่วงเวลาที่ผลิตไม่ได้

“ความจำเป็นที่จะแอบไปซื้อไฟฟ้าจากลาวลดลง แต่เหตุไฉนบิ๊ก กฟผ.จึงอยากซื้อพลังงานจากลาว?
เหตุผล หากเซ็นสัญญาสำเร็จ จากการซื้อกระแสไฟฟ้า มันมี “เงินทอน” ก้อนโตตกใส่ เท้า “บิ๊ก กฟผ.” ใช่หรือไม่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ในฐานะ รมว.พลังงาน ควรเรียกเรื่องนี้มาตรวจสอบโดยด่วน!” ในบทความระบุ

ในบทความชิ้นนี้ยังระบุว่า ยังมีเรื่องเน่าเฟะใน กฟผ.ที่มีผู้รู้ ส่งข้อมูลให้อีกมาก จะทยอยสรุปมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อช่วยกันรื้อ ไม่ให้ กฟผ.เป็นแดนสนธยา
และขอเตือนสหภาพแรงงานของ กฟผ.ถ้าจะเคลื่ิอนไหวอะไรอย่าให้ “เข้าทาง” จนตกเป็นเครื่องมือฝ่ายบริหาร ที่มีจุดประสงค์ “แฝงเร้น” อันไม่สุจริต เพราะหากเป็นเช่นนั้น สหภาพ แรงงานจะไม่มีความชอบธรรมในการดำรงอยู่ และจะถูกกล่าวหาได้ว่า ถูก “จูงจมูก” โดยฝ่ายบริหาร หน้าที่หลักของสหภาพแรงงาน คือพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของประเทศ-องค์กรที่สังกัดและพนักงานขององค์กร มิใช่พิทักษ์ผู้บริหาร อย่าเคลื่อนไหวตามรอยเท้าเขา!

/////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.