Search

ชี้มาตรการช่วยเหลือของ สปส.สุดอืด-คลุมเครือ ระบบรองรับได้แค่วันละ 1 พันคนแต่ลูกจ้างได้รับผลกระทบจากพิษโควิดอื้อแค่ภูเก็ตก็นับหมื่น ชาวเลโอดปิดเมืองกระทบหนักไร้การช่วยเหลือ คนสลัมโวยถูก รฟท.ซ้ำเติมฟ้องไล่รื้อ ชายแดนสาละวินเดือดร้อนหนักค่ายผู้อพยพถูกลอยแพ

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2563 เพจ The Reporters ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “คนที่เข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ” โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นางนุชนารถ แท่นทอง ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค นายวิจิตร ดาสันทัด ประธานสหพันธ์แรงงานธุรกิจโรงแรมและบริการ จ.ภูเก็ต นายสนิท แซ่ชั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต นายพิทักษ์ โยธา สมาคมเพื่อช่วยเหลือหมอนวดแห่งประเทศไทย  นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน

นายวิจิตร กล่าวว่า มาตรการปิดเกาะภูเก็ตเพื่อระงับการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั้งหมด โดยโรงแรมและธุรกิจต่อเนื่องต้องปิดกิจการชั่วคราว พนักงานหรือลูกจ้างต้องตกงานทันทีนับหมื่นคน นายจ้างบางส่วนต้องปรับลดจ่ายค่าจ้างเพียง 50% เพื่อให้พนักงานหยุดไม่ต้องมาทำงาน ขณะที่นายจ้างส่วนใหญ่ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างพนักงาน จำเป็นต้องเลิกจ้างและให้ลูกจ้างเข้ารับสิทธิเงินทดแทนว่างงานจากประกันสังคม แต่ประกันสังคมยังติดปัญหาขั้นตอนการดำเนินการมีความล่าช้า ทำให้ผู้ถูกเลิกจ้างจำนวนมากยังไม่ได้เงินชดเชย เมื่อถามไปที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดได้รับแจ้งว่าระบบรองรับการพิมพ์ข้อมูลได้วันละ 1,000 รายชื่อเท่านั้น และกำลังขอเพิ่มให้พิมพ์ข้อมูลได้วันละ 2,000 รายชื่อ แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อความเดือนร้อนเร่งด่วน ส่วนเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท คิดว่ายังไม่ทั่วถึง หลายอาชีพไม่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือ และการเข้าถึงระบบออนไลน์ยังไม่เท่าเทียม ควรใช้กลไกระดับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมตรวจสอบข้อมูลในแต่ละชุมชนเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึง

“ลูกจ้างที่ตกงานลำบากมาก ตอนนี้ไม่มีเงินซื้อข้าว ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เจ้าของห้องเช่าบางรายก็ลดราคาหรืองดเก็บค่าเช่า การแจกสิ่งของช่วยเหลือของรัฐก็ไม่ทั่วถึงทุกครัวเรือน อยากให้ประกันสังคมทำงานให้เร็วขึ้น เพราะลูกจ้างส่วนใหญ่ยังไม่ได้เงินช่วยเหลือ ส่วนลูกจ้างต่างชาติถูกนายจ้างเลิกจ้างแต่ไม่จ่ายค่าแรงที่ค้างไว้ เป็นการถือโอกาสตัดตอนความรับผิดชอบ ถ้ารัฐยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ก็อาจนำไปสู่ปัญหาอื่นตามมาได้” นายวิจิตร กล่าว

นายสนิท กล่าวว่า ตั้งแต่มีการปิดเกาะภูเก็ตทำให้ชาวเลขายปลาไม่ได้ ไม่มีเงินเอาไปซื้อข้าวสาร ส่วนคนที่ขับเรือรับจ้างและนำเที่ยวดำน้ำก็ไม่มีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว ในช่วงนี้ชาวบ้่านแก้ปัญหาด้วยการนำปลาใส่รถเร่ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ในวันพรุ่งนี้จะมีการปิดพื้นที่ระดับตำบลก็คงไม่สามารถเร่ขายปลาได้อีกแล้ว นอกจากนี้ชาวเลก็ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือเงิน 5,000 บาท ของรัฐบาล เพราะชาวเลส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือถึง 90% ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีบัญชีธนาคาร รวมถึงการทำอาชีพประมงเป็นอาชีพเกษตรกรรมที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขได้รับการช่วยเหลือ ทำให้ตอนนี้มีชาวเลที่ชุมชนราไวย์ได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท เพื่อง 3-4 ราย จากชาวเลที่เดือนร้อนกว่า 1,300 คน

“ปัญหาตอนนี้คือชาวบ้านออกเรือไปหาปลาได้ แต่ส่งปลาไปขายไม่ได้ ซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ปิดมีข้าวขาย แต่ชาวเลไม่มีเงินไปซื้อ คิดว่าอย่างน้อยจะยาวไปถึง 30 เมษายน ก็กำลังคิดว่าจะทำปลาแห้งและหาทางส่งไปแลกข้าวเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ส่วนการแจกของประทังชีวิตของหน่วยงานรัฐก็เข้าไม่ถึงชุมชนชาวเล และหน้ากากอนามัยก็ขาดแคลนและมีไม่ทั่วถึง กลัวว่าหากมีผู้ป่วยในชุมชนก็อาจจะแพร่ระบาดไปทั้งชุมชน” นายสนิทกล่าว

นางนุชนารถ กล่าวว่า คนจนในชุมชนต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างรายวัน แต่ตอนนี้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ร้านค้า หรือธุรกิจต่างๆ ปิดชั่วคราว จึงไม่มีงานให้ออกไปทำ ส่วนคนที่เปิดร้านขายอาหารข้างทางก็ต้องปิดร้าน เพราะนั่งทานไม่ได้และกลัวความแออัดไม่กล้าออกมาซื้อ ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้คือคนตกงานไม่มีรายได้ไปซื้ออาหาร พวกเราต้องช่วยเหลือกันเอง โดยจัดถุงยังชีพก็ได้รับการช่วยเหลือจากเครือข่ายภาคประชาสังคม แจกให้คนที่เดือนร้อนเฉพาะหน้าก่อน ส่วนระยะยาวเราคิดว่าจะพึ่งแต่การบริจาคไม่ได้ ก็พยายามสอนการทำเกษตรในเมือง หรือส่งเสริมอาชีพร่วมกลุ่มทำผลิตภัณฑ์ชุมชนไว้ขาย เพื่อลดผลกระทบในอนาคต

นางนุชนารถ กล่าวต่อว่า แม้จะเกิดสถานการณ์โควิด-19 มีการรณรงค์ให้หยุดกิจกรรมเพื่อลดเชื้อ แต่การไล่รื้อชุมชนของคนจนในเมืองไม่ได้หยุดตามไปด้วย หน่วยงานรัฐยังมีการเข้าไล่รื้อชุมชนและการบังคับคดี โดยล่าสุดการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ไล่ชาวบ้าน ถือเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ขณะนี้ ส่วนการช่วยเหลือจากรัฐโดยเฉพาะเงิน 5,000 บาท คนจนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง บางคนลงทะเบียนไม่เป็น หรือไม่อยู่ในกลุ่มอาชีพที่จะได้รับการช่วยเหลือ จึงอยากให้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงทุกคนอย่างถ้วนหน้ามากกว่านี้

“บางคนตกงานจริง แต่ยังมีช่องทางรายได้อื่นๆ ไม่เดือนร้อน แต่ที่ครอบครัวตกงานและมีผู้ป่วยติดเตียงในบ้านก็ควรได้รับการช่วยเหลือก่อน เพราะเงิน 5 พันบาทสำหรับบางคนมีค่ามาก รัฐต้องลงไปดูแต่ละครอบครัว เพราะตอนนี้ข้าวของมีขายไม่ขาดแคลนแต่คนไม่มีเงินซื้อ ของแจกก็คงแจกไม่ได้ทุกวันตลอดไป ค่าเช่าบ้านต้องจ่าย ค่าอาหารแพงขึ้น ค่าของใช้แพงขึ้น เป็นคิวทองของบางบริษัทที่ได้โอกาสค้าขายทำกำไรกับคนที่เดือดร้อน ชาวบ้านบางคนน้อยเนื้อต่ำใจถึงกับบอกว่าติดเชื้อโควิดยังจะดีเสียกว่า เพราะอย่างน้อยผู้ป่วยถูกกักตัวรักษายังมีข้าวให้กิน 3 มื้อ”

นายพิทักษ์ กล่าวว่า ลูกจ้างร้านนวดได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการแก้ปัญหาโควิด-19 เพราะร้านนวดถูกสั่งปิดให้บริการทุกพื้นที่ ทำให้หมอนวดตกงาน เจ้าของร้านบางรายแบกรับค่าเช่าร้านไม่ไหวก็ต้องขนย้ายของออกและปิดร้านถาวร เพื่อทุกคนจะอยู่ห้องพักหยุดเชื้อเพิ่อชาติ เมื่อมีมาตรการช่วยเหลือ 5,000 บาท หมอนวดกลับถูกปฏิเสธว่าไม่อยู่ในกลุ่มอาชีพที่ได้รับการช่วยเหลือ โดยได้รับข้อความตอบกลับมาว่า เป็นเกษตรกร นักเรียน นักธุรกิจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะหมอนวดบางรายทำอาชีพนี้มากว่า 9-10 ปี และมีผ่านการอบรมและมีการลงทะเบียนเป็นหมอนวดกับกระทรวงสาธารณสุขไว้กว่า 1.2 แสนราย จึงอยากให้รัฐตรวจสอบข้อมูลซ้ำอีกครั้ง

“หมอนวดได้รับผลกระทบโดยตรง แต่มีเค่ 15% ที่ได้เงินช่วยเหลือ 5 พันบาท ทั้งที่ตรวจสอบง่ายมาก เพราะรัฐมีข้อมูลหมอนวดที่ลงทะเบียนอยู่แล้ว อยากให้ช่วยเหลือคนที่เดือนร้อนจริงๆ ก่อน เพราะตอนนี้หมอนวดอยู่ห้องหยุดเชื้อเพื่อชาติ แต่กำลังไม่มีกิน บางคนเหลือมาม่าสองห่อ ไม่มีเงินซื้อข้าวซื้อน้ำกิน แต่รัฐไม่ยอมเยียวยาหรือแจกถุงยังชีพเพื่อต่อชีวิต แต่อย่างคนขายล็อตเตอรี่งวดหน้าก็ให้ขายได้แล้ว แต่ได้รับช่วยเหลือก่อน” นายพิทักษ์ กล่าว

นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าว ตลอดแนวแม่น้ำสาละวินชายแดนไทย-พม่าเป็นจุดผ่อนปรนที่ชาวบ้านสองฝั่งใช้เดินเรือเพื่อเดินทางและขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อมีมาตรการปิดชายแดนทำให้เรือทุกชนิดไม่สามารถใช้เส้นทางได้ กระทบต่อชาวบ้านที่มีอาชีพขับเรือรับจ้าง แรงงานรับจ้างขนสินค้า การค้าขาย และการขนส่งผลผลิตการเกษตร ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถไปทำอาชีพอื่นทดแทนได้ ทำให้ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ และส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนจึงไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาจากรัฐได้เลย นอกจากนี้ในฝั่งพม่าที่อยู่ในรัฐกะเหรี่ยงเป็นที่ตั้งของค่ายผู้พลัดถิ่นจากภัยสงครามที่มีคนอยู่กว่า 5 พันคน ที่ตอนนี้เสมือนถูกปิดตายอยู่ในค่าย ไม่สามารถขนส่งสินค้าเข้าไปได้เลย โดยเฉพาะข้าวสารที่กำลังขาดแคลน ผู้ที่จะส่งข้าวสารไปช่วยเหลือก็ส่งไปไม่ได้ จึงอยากเสนอให้รัฐพิจารณาเปิดเส้นทางในการขนส่งข้าวสารและของใช้จำเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้งตามหลักมนุษยธรรม และให้มีการเยียวยาชาวบ้านที่เข้าไม่ถึงสิทธิด้วย

——————