Search

นักวิชาการหนุนโครงการข้าวกะเหรี่ยงแลกปลาชาวเล ชี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์-ความเข้าใจ ชาวราไวย์เตรียมส่งปลาแห้งล็อตแรก 500 กก.

เมื่อวันที่ 14 เมษายน สำนักข่าวชายขอบร่วมกับเพจ The Reporters ได้จัดเสวนาออนไลน์ เรื่อง “ชุมชนเกื้อกูล ข้าวแลกปลา ปกาเกอะญอและชาวเล” โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายสนิท แซ่ชั่ว ชาวเลในชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ หรือ ชิ สุวิชาน ศิลปินชาวปกาเกอะญอ และนักวิชาการศูนย์การจัดการภูมิวัฒนธรรม วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท โดยมี น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีชัย ดำเนินรายการ

นายสนิทกล่าวว่า ชาวเลมีปลาแต่ขายไม่ได้เพราะถูกปิดทั้งสะพานสารสินและตำบลราไวย์ เราได้ปลามาทุกวัน จึงเป็นไปได้มั้ยว่าเอาปลาไปแลกกับข้าวของชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นข้อเสนอที่ดีมาก เพราะตอนนี้ปลาขายได้แค่ในพื้นที่ราไวย์ซึ่งไม่มาก แต่ปลาขึ้นมาวันละนับร้อยกิโลกรัม ดังนั้นจึงนำปลาสดมาตากแห้งไปแลกกับข้าว

“เรื่องนี้ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ดี เป็นอนาคตของพวกเรา เรามีปลากล้วยเหลือง เอามาแปรรูป ไม่อยากให้คิดถึงมูลค่ามากนัก เมื่อก่อนเราขายแต่ปลาสด แต่ตอนนี้ระบายไม่ทันก็ต้องมาทำปลาแห้ง ตอนนี้จะหาปลาสดประมาณ 1,500 กิโลกรัม เพื่อมาทำปลาแห้งซึ่งน่าจะได้ราว 500 กิโลกรัม ดีกว่าจะเอาไปแลกเงิน เป็นวีถีเดิมๆ ที่ไม่ต้องใช้ตังค์ เราต้องหาปลาเนื้อบางมาทำปลาแห้ง เพราะถ้าเป็นปลาเนื้อหนาจะเป็นหนอน วันนี้ชาวเล 90% ในราไวย์ต้องกลับมาทำประมง เพราะไม่มีงานอื่น” นายสนิท กล่าว

นายสุวิชาน กล่าวว่า คนปกาเกอะญอเป็นมนุษย์กินข้าว เราต่อสู้เพื่อที่จะมีสิทธิปลูกข้าวในแผ่นดินของเรา ในทุกพิธีกรรมของเราตั้งแต่เกิดจนตายมีข้าวเข้าไปเกี่ยวข้อง เราอยู่บนดอยเป็นเศรษฐีข้าว ไม่ใช่เศรษฐีเงิน ใครมาบ้านเรากินข้าวได้เต็มที่ พอได้ทราบเรื่องราวของพี่น้องชาวเลที่ไม่สามารถระบายปลาได้ เช่นเดียวกับคนทางเหนือไม่สามารถไปหาปูปลาได้ทัน เพราะตอนนี้ต่างช่วยกันไปดับไฟไหม้ป่าทั้งหมู่บ้าน บางทีดับแล้วติดขึ้นมาอีก ต้องไปอีก เมื่อเราเห็นปัญหาของเพื่อน และอาหารแห้งเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องเอาเข้าป่า ถ้าเราได้กินปลาจากพี่น้องที่กินข้าวของเรามันได้คุณค่ามหาศาล

นายชิกล่าวว่า ได้ตั้งเป้ารวบรวมข้าวไว้ 300-400 ถัง หรือ 3,000-4,000 กิโลกรัม โดยจะส่งไปที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เพื่อส่งต่อให้มูลนิธิชุมชนไทนำส่งต่อไปให้ชาวเล โดยต้องการให้ข้าวไปถึงชาวเลโดยเร็วที่สุดภายใน 2 สัปดาห์

“วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสเล็กๆ ในการพัฒนาของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นโอกาสที่ดีจะได้เริ่มต้น ทำไมพวกเราถึงเรียกร้องให้มีการปกป้องวัฒนธรรมพิเศษ วิกฤตครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ทำไมเราถึงต้องมีพื้นที่ปลูกข้าว ทำไมชาวเลต้องการทะเล วิถีเหล่านี้ถ้าไม่ได้รับการปกป้อง เมื่อเกิดวิกฤตก็มีแต่ตายกับตาย วิถีของเราเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติและระบบนิเวศ รวมทั้งความเชื่อ วัฒนธรรมเหล่านี้ควรได้รับการคุ้มครอง เป็นความชัดเจนและเป็นทางรอดของพวกเรา” นายสุวิชาน กล่าว

นายสุวิชาน กล่าวว่า ชาวกะเหรี่ยงเคยเผชิญโรคระบาดหลายครั้ง ทำให้ตื่นตัวก่อนรัฐบาล หลายพื้นที่ปิดชุมชนก่อนรัฐบาลประกาศ สิ่งที่ต้องคุยกันเร่งด่วนคือ การไม่ผูกขาดอำนาจการจัดระเบียบไว้ที่ส่วนกลางอย่างเดียว ทำอย่างไรการจัดระเบียบใหม่ให้พื้นที่กับวิถีวัฒนธรรมหลากหลาย ไม่เช่นนั้นวิกฤตก็จะเกิดซ้ำขึ้นเรื่อยๆ

นายไมตรี กล่าวว่า คาดว่าสถาการณ์จะยาวนานไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรือยาวถึง 1-2 ปี ซึ่งตอนนี้มีการบริจาคเข้ามาส่วนหนึ่ง ในเฉพาะหน้าชุมชนได้จัดสรรไปดูแลกลุ่มเปราะบางก่อน แต่ระยะยาววางแผนว่าชาวบ้านต้องแสดงศักยภาพในวิกฤติครั้งนี้ จะรอรับการบริจาคอย่างเดียวไม่ได้ ก็กำลังทำปลาเค็มไปแลกข้าวสารจากพี่น้องชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือ และจะขายให้กับคนในเมืองในราคาไม่แพง โดยเงินที่ขายได้บางส่วนจะหักเข้ากองทุนชุมชนเพื่อให้ชุมชนดูแลกันเอง แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาในการขนส่งเพราะรถไม่สามารถออกนอกตำบลได้ และหากส่งผ่านไปรษณีย์จะมีค่าส่งแพง ดังนั้นปลาล็อตแรกจะขออนุญาตนำรถบรรทุกเดินทางไปส่งปลาเค็มและขนข้าวสารกลับมา แต่ในอนาคตอาจจะประสานกับไปรษณีย์หรือบริษัทขนส่งเพื่อขอให้คิดค่าขนส่งในราคาพิเศษเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน

นายไมตรี กล่าวต่อว่า สถานการณ์การแพร่ไวรัสโควิด-19 ถือเป็นภัยพิบัติ แต่รัฐบาลไม่ยอมประกาศให้เป็นภัยพิบัติ ตามพรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถใช้งบประมาณหรือให้การช่วยเหลือในระดับชุมชนได้ สำหรับชุมชนในเครือข่ายภัยพิบัติมีแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่แล้ว จึงสามารถสกัดกั้นการแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กรณีคนในหมู่บ้านเป็นหนึ่งในผู้ที่กลับจากดูมวยที่สนามมวยลุมพินี ได้มีการสกัดและกักตัวได้ทันทีจึงไม่เกิดการแพร่ หรือการที่ชุมชนร่วมกันผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อแจกจ่ายในชุมชนกันเอง เป็นต้น

ดร.นฤมล กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนปลาเค็มกับข้าวสารระหว่างชาวเลกับชาวกะเหรี่ยง จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ของคนโดยไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวกลาง แต่เป็นการสร้างความรู้สึกห่วงใยและความเข้าใจกัน เช่น ชาวกะเหรี่ยงก็อยากรู้ว่าปลาจับด้วยวิธีไหน มีวิธีการทำอย่างไร ชาวเลก็อยากรู้ว่าข้าวกะเหรี่ยงเป็นอย่างไร ปลูกอย่างไร เชื่อมโยงการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง และยังเป็นอาหารที่ปลอดภัยที่ส่งต่อให้พี่น้องได้กินอย่างดีที่สุด โดยไม่ต้องผ่านคนกลางที่ทำให้ต้นทุนราคาแพงขึ้น ถือเป็นสวัสดิการภาคประชาชนที่ไม่ต้องพึ่งพารัฐฝ่ายเดียว ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ดีเพียงแต่ต้องคิดว่าจะออกแบบระบบการจัดการอย่างไร การขนส่งรัฐจะสนับสนุนได้อย่างไร

ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้เห็นปัญหาที่ถูกทับซ้อนไว้ เหมือนกับที่เกิดเหตุการณ์สึนามิที่เคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสิทธิที่ดิน ชาวเลยังคงไม่สามารถจับปลาได้เต็มที่ ฐานทรัพยากรทางทะเลลดน้อยลง ไม่มีพื้นที่เพาะปลูก ทั้งที่ในอดีตชาวเลมีภูมิปัญหาการทำการเกษตร มีการปลูกข้าวไร่ แต่เมื่อสูญเสียที่ดินทำให้วิถีวัฒนธรรมเหล่านี้ค่อยๆ หายไปด้วย