เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งให้ระงับการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลพร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ชายฝั่งหาดงาม บริเวณหมู่ที่ 7 ตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลพร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ชายฝั่งหมู่ที่ 7 หมู่ที่ 8หมู่ที่ 9 ตำบลม่วงงาม อำเภอชิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง

ทั้งนี้ชาวบ้านม่วงงาม 5 รายได้ร้องต่อศาลว่าโครงการที่สนับสนุนงบประมาณโดยกรมโยธาธิการทั้ง 2 โครงการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ของชุมชนมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ ดังนั้นจึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง 1.เป็นโครงการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและยกเลิกโครงการทั้งหมด 2.เพิกถอนการอนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำ 3.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามโครงการออกจากชายหาด 4.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญเรื่องการแจ้งข้อมูลโดยการจัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ 5.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดตั้งกองทุนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหาดม่วงงาม

ศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1(กรมโยธาธิการ) ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานหรือรายงานทางวิชาการที่รับรองหรือยืนยันว่าการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลประเภทติดชายฝั่งรูปแบบคอนกรีตขั้นบันไดจะสามารถป้องกันการกัดเซาะชายหาดได้อย่างแท้จริงและได้ผลดีจริง โดยไม่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อพื้นที่หาดทรายบริเวณหน้าเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล รวมทั้งพื้นที่ชายหาดบริเวณใกล้เคียงหรือต่อเนื่องที่ได้สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลในอนาคตในชั้นนี้จึงเห็นว่า การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลในรูปแบบเขื่อนคอนกรีตขั้นบันได นอกจากจะไม่สามารถป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างถาวรและยั่งยืนแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อพื้นที่ชายหาดที่ไม่มีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลอีกด้วยการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลในรูปแบบเขื่อนคอนกรีตขั้นบันได จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินโดยไม่สมเหตุสมผล 

ในคำวินิจฉัยของศาลระบุด้วยว่า เมื่อการดำเนินการก่อสร้างโครงการของผู้ถูกฟ้องคดี มีลักษณะเป็นการก่อสร้างประเภทกำแพงติดแนวชายฝั่ง ลักษณะของโครงสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตขั้นบันได ซึ่งหากดำเนินโครงการก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชน และชายหาดม่วงงามซึ่งอาจจะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมไดั ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้า และชุมชนม่วงงาม รวมทั้งพื้นที่ชายหาดบริเวณดังกล่าว กรณีจึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา

ด้านนางสาวส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า ศาลวินิจฉัยในเรื่องความเห็นทางวิชาการที่เห็นว่าหาดม่วงงามไม่ได้มีการกัดเซาะและศาลมองเห็นในทำนองว่าการก่อสร้างโครงสร้างแข็งนอกจากป้องกันตลิ่งไม่ได้แล้วอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อชายหาดบริเวณอื่นด้วย นอกจากนี้ศาลยังเห็นว่าต้องดูของความคุ้มทุนด้วยเพราะมีรายงานของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินที่ระบุว่ามีโครงการในลักษณะนี้แค่กว่า 30% เท่านั้นที่คุ้มค่าต่อการลงทุน หากปล่อยให้มีการก่อสร้างจะเกิดความเสียหาย ดังนั้นศาลจึงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ส่วนการต่อสู้คดีนั้น คงต้องว่ากันต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าคำสั่งของศาลในครั้งนี้ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่มีโครงการก่อสร้างในลักษณะเดียวกันหรือไม่ นางสาวส.รัตนมณีกล่าวว่า คิดว่าได้เพราะนักวิชากการต่างให้ความเห็นว่าโครงการก่อสร้างโดยใช้โครงสร้างแข็งจะส่งผลกระทบต่อชายหาดบริเวณอื่น และสอดคล้องกับรายงานเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ระบุว่ามีโครงการลักษณะนี้แค่กว่า 30% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ 

“ในหลายพื้นที่ที่กำลังมีการก่อสร้างกำแพงกันตลิ่งพัง อยากแนะนำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ควรเข้าไปขอข้อมูลตัวโครงการว่าจะสร้างลักษณะใด หากจะสร้างโครงสร้างแข็ง ดิฉันเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อชายหาดในบริเวณอื่นๆ ด้วยและจะไม่เหลือทรายอยู่เลย ดังนั้นชุมชนต้องร่วมกันเรียนรู้และใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้มีการตรวจสอบ และต้องไม่ปล่อยผ่าน เพราะเราไม่รู้ผลกระทบจะมากมายขนาดไหน” นางสาวส.รัตนมณี กล่าว

ด้านนายวิโรจน์ สนตอน ชาวบ้านม่วงงาม 1 ในผู้ฟ้องคดี กล่าวภายหลังการรับทราบคำสั่งศาลว่า ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือชาวบ้านจะร่วมกันต่อสู้เพื่อยังยืนยันให้มีการยกเลิกโครงการนี้

——————-

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.