เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 เว็บไซต์ BNI รายงานว่า การอภิปรายการเจรจาเรื่องผลกระทบจากโครงการพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างกระบวนการเจรจาสันติภาพมีความต่อเนื่องจากการบริหารจัดการโครงการดังกล่าวเหล่านี้มีผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพอย่างไรและที่ไหน สืบเนื่องจากข้อมูลของศูนย์ Ethnic Nationalities Affairs Center (ENAC) รายงานฉบับใหม่ว่าด้วย “ต้นแบบความท้าทายของการรวมศูนย์การจัดการพลังงานของเมียนมาร์” ระบุว่า โครงการเขื่อนไฟฟ้าและพลังงานอื่นนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มกองกำลังต่อสู้ในประเทศ

ดร.ปัญญา มอน ผู้อำนวยการบริหารของ ENAC กล่าวว่า โครงการเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ถ้าโครงการเกิดขึ้น คงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้ โดยเขากล่าวในระหว่างการนำเสนอรายงานเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 มีการอภิปรายว่า ผู้ที่ควบคุมพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติต้องถูกรวมอยู่ในการประชุมรวมสันติภาพของสหภาพพม่า

ขณะนี้มีโครงการเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างน้อย 10 แห่ง โดยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของกองกำลังเพื่ออิสรภาพคะฉิ่น (Kachin Independence Organization/Army’s (KIO/A) เช่น เขื่อนยะวาติ๊ด ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของพรรคก้าวหน้าคะเรนนี (Karenni National Progressive Party (KNPP) เขื่อนฮัตจี ตั้งอยู่ในเขตชายแดนระหว่างกองกำลังของสหภาพแห่งชาติรัฐกะเหรี่ยง (Karen National Union’s) และเขื่อนเมืองโต๋น (เขื่อนท่าซาง) อยู่ในพื้นที่ควบคุมของ Restoration Council of Shan State (RCSS/SSA) โครงการท่อส่งก๊าซชเว (Shwe Gas pipeline) ถูกสร้างขึ้นบริเวณชายฝั่งรัฐยะไข่และชายแดนมณฑลยูนนานของจีนพาดผ่านพื้นที่ควบคุมของกองทัพอาระกัน, กองกำลังเพื่ออิสรภาพของคะฉิ่น, กองกำลังเพื่อเสรีภาพของกลุ่มตาอั้ง, กองทัพแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยเมียนมาร์ สภากอบกู้รัฐฉาน กองทัพรัฐฉาน และกองกำลังชนกลุ่มน้อยอีกหลายแห่ง

เขากล่าวว่า เมื่อกองกำลังเพื่ออิสรภาพของคะฉิ่นได้เซ็นสัญญาทวิภาคีหยุดยิงหลายฉบับกับรัฐบาลนับแต่ปี 2012 ข้อตกลงส่วนหนึ่งคือ การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่จะต้องหยุดจนกว่ากระบวนการสันติภาพและการใช้หลักนิธรรมได้ถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการ

นายคู โอ เร รองประธานพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (KNPP) กล่าวในรายงานว่า ภาคประชาชน สังคมและสื่อมวลชนคะเรนนีได้ไปสัมภาษณ์ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากเขื่อนยะวาติ๊ดในช่วง 3 เดือนของสัญญาการหยุดยิงซึ่งชาวบ้านบอกว่า “ความจริงคือ ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะมีเขื่อนยะวาติ๊ด พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลโครงการใด ๆ ดังนั้นโครงการนี้จึงไม่มีความโปร่งใสแม้ขั้นการเตรียมการ และ KNPP ไม่ได้เซ็นสัญญาข้อตกลงหยุดยิงแห่งชาติ แม้ว่าจะต้องเผชิญการกดดันให้ร่วมจากกองทัพพม่าและรัฐบาล”

ในรายงานระบุว่า แผนการจัดการพลังงานของพม่าซึ่งเกิดขึ้นท่ามความไม่สงบจากสงครามกลางเมืองกว่า 70 ปี และเรียกให้สหภาพรัฐใหม่ ที่อนุญาตให้แต่ละรัฐและภูมิภาคใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาทางเลือกด้านพลังงานที่เท่าเทียม รวดเร็วและราคาถูกและใกล้เคียงกับประชาชนของตน

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.