เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 นายอภิสิทธิ์ เจริญสุข ชาวบ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หน่วยทหารหน่วยเฉพาะกิจพระยาเสือ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ดำเนินการเข้าไปนำตัวชาวบ้านบางกลอยที่อพยพกลับขึ้นไปอยู่ถิ่นฐานเดิมย่านป่าใจแผ่นดินว่า จริงๆ แล้วไม่ควรใช้ทหารเป็นเครื่องมือ เพราะชาวบ้านที่ขึ้นไปครั้งนี้ไม่มีใครมีอาวุธใดๆ ชาวบ้านซึ่งมีทั้งเด็กและผู้สูงอายุมีเพียงมีดและจอบสำหรับทำไร่หมุนเวียน ดังนั้นอุทยานฯ ควรแก้ไขปัญหาที่ตัวเองก่อไว้มากกว่า

“ผมเห็นมีความพยายามให้ข่าวเรื่องพบซากเลียงผาในกระท่อมกลางป่า ซึ่งเป็นคนละจุดกับที่ชาวบ้านอพยพขึ้นไป แต่พยายามเชื่อมโยงให้เขาใจว่าเป็นชาวบ้านบางกลอย จริงๆ แล้วใครผิดก็จับไปเลยครับ แต่ไม่ใช่สร้างภาพให้ชาวบ้านบางกลอยกลายเป็นผู้ร้ายทั้งหมด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ชาวบ้านบางกลอยรายนี้กล่าวว่า จากการสอบถามชาวบ้านที่เดินกลับลงมาขนเสบียงระบุว่า มีชาวบ้านที่กลับไปอยู่ในป่าข้างบนทั้งหมดประมาณ 57 คนซึ่งรวมถึงเด็กเล็กและผู้หญิงมีครรภ์ อย่างไรก็ตามการอพยพกลับขึ้นไปอยู่หมู่บ้านเดิมครั้งนี้ ไม่มีใครหนุนหลังชาวบ้านเลย ชาวบ้านขึ้นไปเพราะความเดือดร้อนจริงๆ เพราะนับตั้งแต่ถูกทางนำอพยพลงมาจากป่าใหญ่ครั้งแรกเมื่อปี 2539 จำนวน 57 ครอบครัว 391 คนซึ่งรวมถึงครอบครัวตนด้วย ในครั้งนั้นอุทยานฯ บอกว่าจะจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 7 ไร่ รวมถึงให้ข้าวสารและอื่นๆ แต่ท้ายสุดอุทยานฯ ก็ไม่สามารถทำตามที่รับปากไว้ ในที่สุดชาวบ้านซึ่งนำโดยปู่คออี้ จึงต้องกลับคืนไปอยู่บ้านเดิมในป่าใจแผ่นดิน จนกระทั่งปี 2554 จึงเกิดการเผากระท่อมและยุ้งฉางข้าวเพื่อกดดันให้ชาวบ้านกลับมาอยู่ด้านล่าง (บ้านโป่งลึก-บางกลอยล่าง) แต่เมื่อชาวบ้านมาอยู่จริงก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาเดิม ทั้งเรื่องที่ดินทำกินและเรื่องอื่นๆ

“การที่ชาวบ้านกลับขึ้นไปครั้งนี้เพราะเดือดร้อนจริงๆ เป็นปัญหาปากท้องที่ไม่มีจะกิน ยิ่งมีโควิดระบาด ทำให้หลายคนที่เคยทำงานอยู่ในเมือง ส่งเงินกลับมาเลี้ยงครอบครัวต้องตกงานและกลับมาอยู่บ้าน ชาวบ้านจึงร่วมกันหารือว่าจะกลับไปทำมาหากินในที่ดินเดิม ยิ่งตอนนี้รัฐบาลเสนอให้ป่าผืนนี้เป็นมรดกโลก ยิ่งทำให้ชาวบ้านกังวลใจมาก เพราะขนาดไม่ได้เป็นมรดกโลกชาวบ้านยังแทบทำมาหากินไม่ได้ และพวกเขาได้ฟังตัวอย่างจากชาวบ้านทุ่งใหญ่นเรศวร ที่มีการใช้อาวุธกับชาวบ้านที่เคยอาศัยกันมาดั้งเดิม จึงไม่อยากให้ป่าแก่งกระจานเป็นเช่นนั้น ในที่สุดพวกเขาจึงตัดสินใจรีบขึ้นไป ผมยืนยันได้ว่าเรื่องนี้ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนวางแผน หรือมีใครอยู่เบื้องหลังเหมือนที่มีการให้ข่าว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่าอยากให้มีการหารือกัน เพราะปัญหาของชาวบ้านบางกลอยมีมายาวนานมาก ปัญหาสำคัญที่ทำให้พวกเขาบ้านกลับเข้าไปในป่าเพราะไม่มีที่ดินทำกิน เพราะที่ดินที่ได้รับการจัดสรรที่มีอยู่ในบางกลอยล่างนั้นใช้ปลูกข้าวไม่ได้ ขณะเดียวกันกฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ที่ให้ชาวบ้านที่อยู่ในป่าไปขึ้นทะเบียนภายใน 240 วัน แต่ชาวบ้านบางกลอยกลับไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนใดๆ แต่ชาวบ้านต้องมีข้าวกิน การที่พวกเขาตัดสินใจขึ้นไปเพราะต้องทำหน้าที่ในการผลิตและสร้างอาหารในไร่หมุนเวียนของตัวเอง ถ้าทหารหรือเจ้าหน้าที่ทางการจะขึ้นไปเอาตัวชาวบ้านลงมาก็ต้องคิดก่อนว่าจะให้เขาลงมาทำไมเพราะสาเหตุที่เขาขึ้นไปเนื่องจากไม่มีที่ทำกิน

“ผมไม่อยากเป็นการใช้กำลังบังคับชาวบ้าน เพราะจะไปย้ำบาดแผลเดิมที่เคยทำไว้ สิ่งที่อยากเห็นคือการพูดคุยสื่อสารกับชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านต้องการที่ทำกินตามที่รัฐเคยสัญญาว่าจะให้ รัฐก็ควรทำตามสัญญา หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้อย่างไร แต่มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ในสังคมโลกหลายประเทศชนพื้นเมืองอยู่กับป่าได้มีเยอะแยะ บางประเทศเขาให้สิทธิและยอมรับชนเผ่า เช่น แคนาดา นิวซีแลนด์ เพราะเป็นพื้นที่ดั้งเดิมของชนเผ่า เช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงอยู่ในป่าแก่งกระจานนับร้อยปี ถ้าพวกเขาทำลายป่าก็คงไม่เหลือป่ามาจนถึงวันนี้”

ขณะเดียวกันกลุ่มศิลปินหลากหลายได้พร้อมใจกันวาดภาพปู่คออี้ และโพสต์ลงเฟสบุค โดยนายจุมพล อภิสุข กล่าวว่าประเด็น​ของปู่คออี้มีหลายเรื่อง​เราใช้แกมาเป็นตัวแทนของชาวบ้านบางกลอย​ จริงๆ พวกเขาถูกละเมิดสิทธิ​มนุษยชน​และถูกบังคับให้ย้าย​ถิ่น​ จากรัฐบาล​ไทย​ โดยปู่คออี้เป็นผู้อาวุโส​ในหมู่บ้าน​และได้สิทธิ​พลเมืองไทยเมื่ออายุ107ปี​ แต่เหมือนเราไม่ยอมรับว่าเขามีชีวิตอยู่​ เหมือนเรา ไม่ยอมรับว่าดินแดนตรงนั้นเป็นของประเทศไทย​ แต่พอคิดว่าจะทำอะไรขึ้นมาก็ไปไล่พวกเขา

“​มันไร้มนุษย์​ธรรม​ ฉะนั้นปู่คออี้จึงเป็นตัวแทนอะไรหลายๆอย่าง ทั้งการใช้อำนาจอย่างผิดๆ ของรัฐไทย​ พอชาวบ้านได้สิทธิตามกฎหมาย​ ก็ถูกห้าม​ ถูกก่อกวน​ โดยอำนาจรัฐ ศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสินชัดเจนว่าบริเวณนั้นเป็นหมู่บ้านดั้งเดิมของพวกเขาดังนั้นก็ควรให้เขากลับไปอยู่ได้ พวกเขาต้องการปกป้องพื้นที่ของบรรพบุรุษ​ ทำไมอยู่ดีๆ ไปไล่เขา รัฐบาลไทยไม่เคยมีที่ดินให้ประชาชน มีแต่ไปยึดของประชาชน ถ้ารัฐพูดถึงกฎหมาย​ รัฐต้องยอมรับว่าสิทธิ​มนุษยชน​อยู่เหนือกฎหมาย​ หากรัฐบาลคิดผิด​ คิดใหม่ได้แล้ว​ เรื่องนี้ฟ้องศาลโลกได้​ มีกรณีอย่างนี้ที่บราซิล​มาแล้ว​ ถ้าจะสู้ก็สู้กันอีกยาว​ หรือทหารจะไปฆ่าเขาให้หมดคือจบ​” นายจุมพล กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.