เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ได้มีการจัดกิจกรรมให้กำลังใจและระดมทุนซื้อข้าวและยาให้กับชาวบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยมีศิลปินร่วมงานกันอย่างคึกคัก ประกอบด้วยนายสุรชัย จันธิมาทร หรือ หงา คาราวาน ,ชัยบลูส์ เนิส และโป้ง ,ชีวิน คณะขวัญใจ ,คีตาญชลี ,ชิ สุวิชาญ , ทอดด์ ทองดี และการศิลปะการแสดงสดโดยจุมพล อภิสุขและจิตติมา ผลเสวก

เลน จิตติมากล่าวว่า รู้สึกผูกพันกับชาวกะเหรี่ยงบางกลอยตั้งแต่ขึ้นไปหมู่บ้านบางกลอยล่างตอนที่นายพอลละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่หายไป 25 วัน ทำให้ได้สัมผัสความจริง ดังนั้นเมื่อทราบข่าวชาวบ้านบางกลอยอพยพกลับขึ้นไปบางกลอยบน และพวกเขาอยากได้ข้าวและยา จึงอยากช่วยเหลือ โดยศิลปินได้ร่วมกันวาดภาพปู่คออี้และนำออกขายเพื่อสนับสนุนทุนช่วยเหลือชาวบ้าน

หงา คาราวาน กล่าวว่า เพิ่งไปเปิดการแสดงที่ อ.แก่งกระจาน และได้เจอกับลูกหลานชาวบ้านบางกลอยซึ่งได้มาเล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง อยากฝากสังคมช่วยดูแลชาวบ้านด้วยเพราะปัญหานี้ยาวนาน ซึ่งตนได้พบกับชาวกะเหรี่ยงเสมอ พวกเขาอยู่กับป่าได้ดีมานาน มีตัวเห็นตัวอย่าเห็น ชาวกะเหรี่ยงไม่ได้ทำลายป่าหรือบุกรุก

ชิ สุวิชาญ ศิลปินกะเหรี่ยงกล่าวว่า กิจกรรมวันนี้มอง 2 เป้าหมายคือเรื่องการระดมทุน เพราะชาวบ้านที่อพยพกลับขึ้นไปนั้นเพราะต้องการตายในแผ่นดินเกิด จึงกลับไปทำมาหากินและปักหลักใหม่ การเริ่มต้นจึงยากลำบากเพราะไม่มีทุน ขณะเดียวกันกิจกรรมที่จัดขึ้นแสดงให้เห็นว่าศิลปะเป็นรูปธรรมจับต้องได้ โดยเป็นสะพานให้สังคมได้ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านบางกลอย นอกจากนี้เรายังต้องการสื่อสารให้สังคมเข้าใจชาวบ้านบางกลอย เราคาดหวังว่าเสียงที่ส่งออกไปให้สังคมได้ยิน ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเรายืนอยู่ชาวบ้านบางกลอย

น้ำ คีตาญชลีกล่าวว่า รู้สึกชีวิตผูกพันกับป่าแก่งกระจานมาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อพาไปเดินป่า และตนเองก็เป็นคนเพชร ซึ่งพ่อก็สนิทกับคนกะเหรี่ยงจนเกิดปัญหาชาวบ้านบางกลอย และพ่อเล่าให้ฟังตั้งแต่เฮลิคอปเตอร์ตก แต่เป็นข้อมูลที่ประชาชนไม่รู้ ซึ่งตนได้ไปเล่นดนตรีที่บางกลอยล่าง ได้เห็นชีวิตและคติของกะเหรี่ยงที่ขัดแย้งกับที่สื่อหลักรายงาน ปัญหาสำคัญคือกฎหมายขัดแย้งมนุษยธรรม โดยเฉพาะเรื่องถิ่นที่อยู่ของชาวบ้าน ที่กฎหมายผลักให้เขาเป็นอื่น

“เรารู้สึกสะเทือนใจเรื่องนี้ตลอดมา อยากให้มองใจเขา ใจเรา คุณอยู่บ้านแต่ถูกเผา วันนี้คุณจะกลับบ้านแต่กลับถูกห้าม ถูกอุ้มหาย”น้ำ กล่าว

ด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีกรณีเจ้าหน้าที่อุทยนแห่งชาติแก่งกระจาน เข้ารื้อถอนเผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินอื่น ๆ ของนายคออี้ มีมิ (ปู่คออี้) และชาวบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เสียหายราว 100 หลังคาเรือน จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 โดยชาวบ้านได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานฯ พร้อมพวกที่วางเพลิงเผาทรัพย์ บ้านเรือนที่พักอาศัย ต่อพนักงานสอบสวนสภ.แก่งกระจาน และสำนวนถูกส่งไปยัง ป.ป.ท.

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ต่อมาชาวบ้านได้ฟ้องเป็นคดีขึ้นสู่ศาลปกครอง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อส.77/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อส.4/2561 โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ศาลวินิจฉัยได้ความแล้วว่านายชัยวัฒน์ กับเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำความผิดในการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของนายคออี้ มีมิ กับชาวบ้าน 6 คน โดยการกระทำดังกล่าวอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่ มาตรา 157 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ มาตรา 217 ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น มาตรา 218(1) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยมาตรา 218 (2) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า และ มาตรา 358 ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

“กรณีนี้นับแต่วันที่นายชัยวัฒน์กับพวกกระทำความผิด ตั้งแต่ พ.ค.2554 ถึงปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลานานกว่า 9 ปี 8 เดือนแล้ว ซึ่งความผิดตามมาตรา 217 วางเพลิงเผาทรัพย์ และ มาตรา 358 ทำให้เสียทรัพย์ กำลังจะขาดอายุความ 10 ปี มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินคดีดังกล่าวว่า ป.ป.ท. ได้ดำเนินคดีถึงขั้นตอนใด และมีกำหนดจะยื่นฟ้องผู้กระทำผิดดังกล่าวเมื่อไร โดยขอให้ ป.ป.ท. เร่งรัดดำเนินคดีมิให้ขาดอายุความไม่ว่าความผิดฐานใด” นายสุรพงษ์ กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.