วันที่ 5 มีนาคม 2564 เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เข้าไปนำตัวชาวบ้านบางกลอยที่อพยพขึ้นไปอยู่ในถิ่นฐานดั้งเดิมในป่าใจแผ่นดิน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก แผ้วถาง ครอบครองพื้นที่อุทยานฯ ทั้งนี้ภารกิจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทางการครั้งนี้เป็นไปค่อนข้างลับ โดยมีการนำเชือกมากั้นล้อมเขตหวงห้ามรอบบริเวณที่นำตัวชาวบ้านมาไว้ นอกจากนี้ยังห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าเยี่ยมชาวบ้านที่ถูกนำตัวมาในครั้งนี้แม้แต่ญาติพี่น้อง

ขณะที่ชาวบ้านบางกลอยล่าง 50-60 คนได้รีบเร่งเดินทางโดยรถกระบะลงมาจากหมู่บ้านตั้งแต่ตอนสายๆ หลังจากทราบข่าวเป็นการภายในว่าญาติพี่น้องที่อพยพขึ้นไปอยู่ข้างบนถูกจับตัวมาไว้ ณ ที่ทำการอุทยานฯ รวมถึงชาวบ้านจากอำเภอหนองหญ้าปล้อง อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงชาวบ้านไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปพบญาติที่ถูกจับตัวลงมา เช่นเดียวทนายความจากสมาคมนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนได้พยายามขอเข้าพบชาวบ้านที่ถูกจับมาในครั้งนี้ แต่ได้รับการปฏิเสธ

เวลา 18.20 น. นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ และ พ.ต.อ.จิรัฎฐ์ โรจน์บวรวิทยา ผกก.สภ.แก่งกระจานร่วมกันแถลงข่าว โดยนายประกิตกล่าวว่า ในการปฏิบัติการครั้งนี้ ท่าน รมว.ทส. ได้มอบนโยบายในการแก้ไขปัญหาที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ให้ทำความเข้าใจเป็นหลัก เน้นการพัฒนา แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีราษฎรบางกลุ่มไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่อยู่บ้านบางกลอย เข้าไปบุกรุก แผ้วถาง เพื่อที่จะทำไร่ ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา จนเดือนกุมภาพันธ์พบว่ามีพื้นที่บุกรุกไป 157 ไร่ และล่าสุดวันนี้ที่เราปฏิบัติการก็ยังมีรุกเพิ่มอีก 1 แปลง

“แนวโน้มของการดำเนินการเราจะเห็นได้ว่าการเข้าไปยังมีการเพิ่มการบุกรุกมากขึ้นตลอดเวลา จนกระทั่งมีการสนธิกำลัง โดยท่านผู้ว่าได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราษฎรบ้านบางกลอย ตามหมายจับที่ทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้ไปขอหมายศาลจำนวน 30 แปลง แล้ววันนี้ในการปฏิบัติการเราก็ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นได้ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย” นายประกิต กล่าว

นายประกิตกล่าวว่า ถ้าไม่ดำเนินการไปในวันนี้ คาดว่าจะมีการเพิ่มการบุกรุกมากขึ้นจากเดิมที่สำรวจไว้เมื่อเดือน ก.พ. ประมาณ 39 ราย วันนี้ปรากฏว่าพบทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่ 85 ราย โดยมีผู้ที่อยู่ในหมายศาล 22 ราย ไม่อยู่ในหมายศาล 65 ราย โดยใน 65 ราย ดูฐานความผิด ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ คือมาตรา 20 ก็จะมีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับ ตรงนี้ก็เปรียบเทียบปรับไปทั้งหมด 27 ราย ส่วนเด็ก 36 รายเราไม่ได้ดำเนินคดี เนื่องจากว่าเป็นเด็กและอาจจะติดตามพ่อแม่ไป ไม่ได้มีเจตนาไปบุกรุกแผ้วถาง โดย 63 คนที่ไม่ถูกดำเนินคดีได้นำส่งภูมิลำเนาเรียบร้อยแล้ว

“เรามีหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตั้งแต่ตรวจสุขภาพ เด็กที่ขึ้นไปป่วยเป็นโรคน่าสงสาร เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ บ้านโป่งลึกบางกลอยมีระบบสาธารณสุขที่ดี แต่จุดที่ไปนี้อยู่ห่างจากบ้านโป่งลึกบางกลอยเดิน 3 วัน ไม่มีเรื่องสาธารณสุข เรายังมีจิตแพทย์ตรวจสุขภาพ บันทึกการจับกุมเราก็ดูเหตุผล ในทุกขั้นตอนกรมอุทยานฯ ปฏิบัติกับประชาชนอย่างดี” นายประกิต กล่าว

พ.ต.อ.จิรัฎฐ์ กล่าวว่า วันนี้พนักงานสอบสวนปฏิบัติงาน 19 นาย โดย 20 คนแรกที่จับกุมตัวมาอยู่ในที่เกิดเหตุซึ่งบุกรุกบางกลอยบน ส่วนอีก 1 คนจับกุมจากมวลชนที่เดินทางมาหน้าอุทยานฯ อีก 1 คนเป็นผู้ต้องหาที่ล่องแพลงมา ในส่วนของการสอบสวนได้เสร็จสิ้นทั้งหมดโดยมีทนายความและล่ามร่วมสอบปากคำ โดยยื่นคำร้องขอฝากขัง 22 คนและนำตัวส่งเรือนจำกลางเขากลิ้ง

ด้านนายเกรียงไกร ชีช่วง เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคตะวันตก กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวได้เดินทางมายังสถานที่ควบคุมตัวชาวบ้านทั้งหมดไว้ ซึ่งช่วงแรกยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่จับกุมตัวชาวบ้านไว้กี่คน เนื่องจากไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้เลย ทางพี่น้องกะเหรี่ยงพยายามต่อรองหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งช่วงเย็นเมื่อนายนิรันดร์ พงษ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอยเดินทางมาถึง จึงไปขอเข้าพบชาวบ้านที่ถูกจับกุม ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใหญ่บ้านเข้าพบเพียงคนเดียวเท่านั้น

“เจ้าหน้าที่ทำการสอบสวนโดยที่ไม่มีตัวแทนชาวบ้านเป็นล่าม และไม่ยอมรอทนายความของชาวบ้านมาถึง เขาจัดหาทนายให้โดยไม่แจ้งให้ทราบ ให้ผู้ใหญ่บ้านเข้าพบคนเดียวแล้วบอกว่าตั้งเงินประกันไว้คนละ 2 แสนบาท” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ในช่วงเย็นมีข่าวว่าจะมีการนำตัวชาวบ้านที่ถูกจับส่งขังที่เรือนจำเขากลิ้ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ชาวบ้านจึงได้ตามไปที่เรือนจำเขากลิ้ง แต่ปรากฏว่าไม่พบตัวชาวบ้านที่ถูกจับ พบเพียงรถที่คาดว่าเป็นพาหนะที่นำตัวชาวบ้านมาส่งเรือนจำ ชาวบ้านจึงกังวลว่าญาติพี่น้องของตนอาจถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่อื่นหรือไม่

อนึ่งในการจับกุมครั้งนี้ ชาวบ้านพยายามสอบถามถึงนายนอแอะ มีมิ ลูกชายของปู่คออี้ซึ่งพิการ แต่ไม่ได้รับความกระจ่าง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นห่วง อย่างไรก็ตามมีข่าวว่านายนอแอะได้ถูกส่งตัวไปยังเรือนจำแล้ว นอกจากนี้ในบรรดาผู้หญิงที่ถูกจับขังในเรือนจำครั้งนี้มีแม่ลูกอ่อนอยู่อย่างน้อย 2 คน

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.