เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช  อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ข้าวสาร 700 กระสอบและเสบียงต่างๆ วางกองอยู่ท่าเรือแม่สามแลบ ริมแม่น้ำสาละวิน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อเตรียมจัดส่งข้ามไปยังฐานทหารพม่า ว่าพื้นที่บริเวณแม่สามแลบเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนย้ายสินค้าเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่แม่สอด เมืองเมียวดี จนถึงแม่สามแลบเป็นพื้นที่รู้กันดี แต่ขณะนี้เมื่อเกิดความวุ่นวายในประเทศพม่า กองข้าวและเสบียงดังกล่าวจึงสร้างความตื่นตระหนก เพราะเป็นจุดเสี่ยงที่จะเกิดปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยูและทหารพม่า

“ถามว่าใครเป็นคนส่งเสบียงชุดนี้ ผมอยากให้รอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการดีกว่า แต่ที่ผ่านมามีความไม่มั่นคงอยู่แล้วพรมแดนไทย-พม่า โดยเฉพาะพื้นที่แม่สามแลบนั้นมีความละเอียดอ่อนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เชื่อว่าต่อไป ตัวแสดงจะออกมาอีกเยอะ” ดร.ดุลยภาค กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่อ่อนไหวนี้ซึ่งมีทั้งกองกำลังทหารพม่า  ทหารกะเหรี่ยง และทหารไทย รัฐบาลไทยควรจัดความสัมพันธ์อย่างไรดี ผศ.ดุลยภาคกล่าวว่า สมัยก่อนนโยบายป้องกันประเทศของเรา ใช้กลุ่มชาติพันธ์เป็นรัฐกันชน เพื่อไม่ให้เผชิญหน้ากับทหารพม่า แต่ตอนนี้ผ่อนคลายลง ที่สำคัญสถานการณ์ในพม่าเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ผ่านมามีการเจรจาสันติภาพของกลุ่มต่างๆ แทนที่จะเป็นศัตรูกับทหารพม่าก็กลายเป็นคู่เจรจา แต่ขณะนี้เกิดจุดเปลี่ยนที่พลิกผันเมื่อเกิดรัฐประหาร โดยมีประชาชนพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ไม่เอาด้วยกับทหารพม่าเยอะ ทำให้คล้ายภาพทับซ้อนเมื่อปี 88 ที่นักศึกษาหนีมาอยู่กับกองกำลังต่างๆ ซึ่งขณะนี้เห็นความพยายามของเคเอ็นยูที่ออกมาปกป้องประชาชนในพื้นที่รวมถึงรับดูแลคนที่หนีเข้ามา ดังนั้นการเจรจาหยุดยิงต่างๆ เริ่มไม่เป็นผล

ข้าว 700 กระสอบถูกขนกลับเมื่อคืนวันที่ 23 มีนาคม

“สถานการณ์ในรัฐกะเหรี่ยงเริ่มปะทุ สร้างความตึงเครียดตามแนวชายแดน เมื่อการเมืองพม่าเปลี่ยนฉับพลัน และมี 2 ขั้วในรัฐพม่า คือขั้วของมิน อ่อง หล่ายที่ยึดอำนาจ และรัฐบาลคู่ขนาน เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลไทยต้องจับตาดูว่าจะจัดนโยบายต่างประเทศอย่างไร จะเลือกข้างไปเลยหรือยืนกลางๆ แต่ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์ของรัฐบาลประยุทธ์กับมิน อ่อง หลายเกิดขึ้นแล้วเพราะได้ติดต่อและมีผู้แทนเข้ามาเยือนกรุงเทพแล้ว เท่ากับรัฐไทยให้การยอมรับรัฐบาลมิน อ่อง หล่ายแล้ว ผู้นำ 2 ประเทศต่างก็เข้าใจแนวคิดทางการเมืองซึ่งกันและกันดีอยู่แล้ว” ดร.ดุลยภาค กล่าว

เมื่อถามว่าการยืนข้าวรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย ถือว่าสวนกระแสโลกหรือไม่ ผศ.ดุลยภาค กล่าวว่า ใช่ เป็นการสวนกระแสโลก เพราะส่วนใหญ่ไม่ยอมรับรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย และมีไม่กี่ประเทศที่ยอมรับ แม้จะมีการส่งภาษาการทูตให้มิน อ่อง หลาย คืนประชาธิปไตย แต่ก็ยอมรับให้ตัวแทนมาคุยในอาเซียนหรือบางประเทศยอมรับไปแล้ว

“จริงๆ แล้วเส้นทางขนส่งสินค้ามีเส้นทางยุทธศาสตร์อยู่แล้ว เพียงแต่ในกระแสขณะนี้ไม่เหมาะนักที่ปรากฏภาพแบบนี้เพราะเหมือนกับเป็นการช่วยเหลือทหารที่เข่นฆ่าประชาชน ทางการไทยต้องระมัดระวังให้มาก ควรให้เป็นเรื่องกิจการภายในของเขาดีกว่า ไม่ควรเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย” ผศ.ดุลยภาค กล่าว และว่าต้องคิดว่าประเทศไทยจะเอาอย่างไร ยืนข้างประชาชนพม่าหรือแนบแน่นกับทหารพม่า เป็นสถานการณ์ที่ตอบยาก เราต้องคำนึงถึงเรื่องการตั้งค่ายต่างๆ เพื่อรองรับคนที่จะหนีเข้ามา และรวมถึงมติขององค์การสหประชาชาติ และไฟสงครามที่คุกรุ่น

ในวันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า “เขาไม่ได้ปิดชายแดน เขาปิดจนเขาเปิดไปหมดแล้ว การค้าขายเป็นปกติทุกช่องทาง คนที่ได้รับประโยชน์ตรงนี้คือภาคธุรกิจ เอกชน ประชาชน ที่ต้องกินต้องใช้ และชายแดนมันติดกัน เศรษฐกิจมันก็พ่วงกันอยู่เข้าใจหรือไม่ และทหารพวกนี้เขาก็อยู่ชายแดนเหมือนกับทางฝั่งเรา เขาก็ต้องกินเหมือนกันไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งของเขาก็สั่งของเข้ามา”

เมื่อถามย้ำว่าสรุปเป็นข้าวสารที่เมียนมาสั่งจากไทยไปใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ใช่” ก็พอมีปัญหาเขาก็ระงับการส่งของเขาเอง นายกฯไม่ได้ไปห้ามส่งหรืออะไรต่างๆ เพราะเป็นการค้าขายปกติชายแดน คนอยู่ก็ต้องกินต้องอยู่ มันคนละส่วนกันไม่ใช่หรือ ทำไมจะต้องทำให้เกิดปัญหาเล่า เรื่องไม่เป็นเรื่อง ไปพันเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของเขา มันคนละเรื่องกันหมด ประชาชนเราติดต่อกันหรือเปล่า สัญจรไปมาข้ามแดนกันหรือเปล่า กิน อยู่ ใช้ เหมือนกันหรือเปล่า สินค้าไทยผลิตออกมาไปขายใครหรือเปล่า ดูตรงโน้นสิ

ทั้งนี้ หลังการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์เดินออกจากโพเดี้ยมเพื่อขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกล่าวระหว่างเดินว่า “อย่าทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ให้เป็นเรื่องสิ”

กองข้าวที่ถูกขนไปแล้ว

ด้านนายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวิน กล่าวว่า สิ่งที่นายกฯ พูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพราะปัจจุบันตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิด ทางการได้ห้ามการเดินทางข้ามแดน และไม่มีการค้าขายตามจุดผ่อนปรนในแม่ฮ่องสอนทั้ง 5 แห่ง ทุกอย่างหยุดหมดแล้ว วิถีชีวิตค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ยังทำไม่ได้ ทุกวันนี้ยังไม่มีคำสั่งให้เปิดด่าน ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าพยายามเรียกร้องให้ผ่อนปรน แรกทีเดียวทางจังหวัดก็มีการพิจารณา แต่ก็ยังไม่เปิดเลย ตนไม่แน่ใจว่านายกรัฐมนตรีลืมไปหรือไม่ เพราะออกคำสั่งมากเกินไป ทุกวันนี้ในแม่น้ำสาละวินก็ยังไม่เปิดให้เรือวิ่ง ชาวบ้านสัญจรไม่ได้เลย บางคนที่เจ็บป่วยอีกฝั่งหนึ่งข้ามมาไม่ได้ บางรายจะคลอดลูกยังข้ามไม่ได้ สุดท้ายตายทั้งแม่และลูก

นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าวถึงเรื่องข้าวสาร 700 กระสอบว่า ไม่รู้ว่าเป็นแผนซ้อนแผนหรือไม่ เพราะข้าวและเสบียงกองนี้ได้สร้างความขัดแย้งระหว่างทหารไทยกับกองกำลังสหภาพชนชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) หรือ เคเอ็นยู หรือไม่ เพราะเคเอ็นยูสั่งปิดเส้นทางลำเลียงและเรียกร้องให้ทหารพม่าออกจากแนวชายแดนบริเวณนี้ แต่ทำไมถึงมีการประสานให้เสบียงมาส่งจุดนี้ หากส่งเสบียงไปถึงมือทหารพม่า เคเอ็นยูก็จะรู้สึกไม่ดี แต่หากเคเอ็นยูห้าม อาจทำให้รัฐบาลไทยไม่พอใจ จึงไม่แน่ใจว่ามีการใช้เรื่องเสบียงมาสร้างสถานการณ์หรือไม่

“ทราบว่าเคเอ็นยูไม่ต้องการให้เกิดการปะทะหรือใช้ความรุนแรง จึงเรียกร้องให้ถอนกำลังทหารพม่าออกไป แต่เมื่อทหารพม่ายังอยู่เขาก็ปิดเส้นทางเสบียงและหากทหารพม่าต้องการปะทะ เคเอ็นยูก็พร้อม แนวโน้มสถานการณ์รุนแรงขึ้น หากพม่าใช้ความความรุนแรงก่อน” นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนของข้าวสาร 700 กระสอบและเสบียง ทหารพม่าได้ขนย้ายกลับคืนไปโดยเมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 23 มีนาคม 2564 มีรถบรรทุก 4 คันมาถึงบ้านแม่สามแลบจากนั้นมีรถกระบะลงไปขนข้าว 700 กระสอบและเสบียง รวมถึงน้ำมัน ของทหารพม่าที่กองไว้ท่าเรือแม่สามแลบ ริมแม่น้ำสาละวิน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอนตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 20 มีนาคม โดยนำขึ้นมาย้ายใส่รถบรรทุกโดยคาดว่านำกลับสู่ประเทศพม่าผ่านทางด่าน อ.แม่สอด จ.ตาก

///////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.