เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2564 มีรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ทหารพม่าได้ยิงเรือเล็กของชาวบ้านแม่สามแลบ บริเวณฐานพม่าอูสุท่า เหนือบ้านแม่สามแลบไปประมาณ 2-3 กม.แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ เนื่องจากคนขับเรือได้เข้าไปแจ้งต่อทหารพม่า และไม่ใช่เรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือ แต่จากเหตุการณ์ที่ทหารพม่ายิงเรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือให้ผู้อพยพในรัฐกะเหรี่ยง เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านไม่กล้านำเรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือไปอีก

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 19 เมษายน ได้มีการประชุมกันของหน่วยงานด้านความมั่นคงในอำเภอสบเมย ทั้ง ผกก.สภ.สบเมย ปลัดอำเภอสบเมย ผู้แทนทหาร กรมทหารพรานที่ 36 ผู้ใหญ่บ้าน และคนขับเรือ รวมทั้งร้านค้าต่างๆในหมู่บ้านแม่สามแลบ โดยมีข้อสรุปร่วมกันที่ให้ชาวบ้านวิ่งเรือได้ แต่ต้องแจ้งให้ทหารไทยรับทราบก่อนออกเรือ และต้องแวะจุดตรวจของทหารพม่าด้วย ซึ่งในหลักการชาวบ้านไม่กล้าโต้แย้ง แม้จะเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการถูกยึดข้าวของ การเรียกเงิน หรือจับเป็นตัวประกัน หรืออาจถูกยิงได้ เพราะเคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน และไม่เคยมีในธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างชายแดนในการวิ่งเรือในลำน้ำสาละวินมาก่อน

“ข้อกังวลมากที่สุดของชาวบ้าน คืออยากให้หน่วยงานระดับสูงมารับทราบและแก้ไขปัญหา เพราะชาวบ้านกลัวที่จะไปรายงานตัวกับทหารพม่า ถ้ายังเป็นแบบนี้ก็จะไม่สามารถส่งสิ่งของช่วยเหลือให้ผู้อพยพในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นความพยายามของชาวบ้านในการส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้กับพี่น้องในรัฐกะเหรี่ยง และหากใช้มาตรการนี้แม้แต่การขับเรือสัญจรไปมาระว่างชุมนุมไทยด้วยกันก็ไม่ปลอดภัย จึงอยากให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือผู้เกี่ยวข้องช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านโดยด่วนครับ”

ชาวบ้านที่หนีภัยการสู้รบยังคงหลบพักพิงอยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทยอยู่นับร้อยชีวิตขณะที่กระทรวงกลาโหมไทยได้รับข้อมูลว่าเหลือเพียง 5 คน

นายชัยพิพัฒน์ มีเบญจมาศ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน กล่าวว่า ยังมีสิ่งของช่วยเหลือที่คนไทยส่งมาให้ผู้อพยพจำนวนมาก ที่กระจายอยู่ตามเครือข่ายรับของบริจาคที่อ.แม่สะเรียง อ.สบเมย และอ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน แต่กลไกที่ให้ประสานผ่าน กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง ก็ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการในการส่งของช่วยเหลือให้ได้ ทำให้มีสิ่งของยังค้างอยู่อีกจำนวนมาก จึงอยากให้รัฐบาลไทยช่วยดำเนินการเรื่องนี้ด้วย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดน

ขณะที่คนขับเรือบ้านแม่สามแลบรายหนึ่งกล่าวว่า คนขับเรือต่างรู้สึกแปลกใจในข้อกำหนดที่ให้คนขับเรือไปจอดแวะรายงานตัวที่ฐานทหารพม่าซึ่งทหารไทยเป็นคนหยิบยกขึ้นมากล่าวในที่ประชุมซึ่งแสดงให้เห็นว่าทหารไทยทำตามความต้องการของทหารพม่าทุกอย่าง แต่ไม่เป็นผลดีกับชาวบ้านไทยริมแม่น้ำสาละวินเลย เนื่องจากก่อนหน้านี้ทหารพม่าเคยพยายามให้เรือทุกลำรายงานตัวเช่นนี้ แต่ปรากฎว่าได้มีการปล้นเสบียงและขับชางบ้านเป็นตัวประกัน

ฐานทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวิน

“ตอนนี้ทหารพม่าขาดแคลนเสบียงอย่างหนักเพราะถูกทหารเคเอ็นยูปิดล้อมฐานมานานหลายเดือนและไม่สามารถลำเลียงเสบียงและอาวุธเข้ามาได้ พวกเรากลัวว่าหากไปแวะที่ฐานทหารพม่ายามนี้อาจไม่ปลอดภัย แม้ทหารไทยจะการันตีใตที่ประชุมว่าทหารพม่าแค่ตรวจเช็คนิดๆหน่อยๆ แต่เราก็กลัวในเรื่องความปลอดภัย”คนขับเรือกล่าว

คนขับเรือรายนี้กล่าวด้วยว่า ในอดีตไม่เคยมีมาก่อนที่คนขับเรือต้องรายงานตัวต่อทหารพม่า  ดังนั้นข้อกำหนดใหม่นี้ทำให้คนเรือไม่ยอมรับและเชื่อว่าเป็นเพียงข้อตกลงของทหารในพื้นที่ที่ต้องการเอาใจทหารพม่าเพราะไม่พอใจทหารเคเอ็นยูตั้งแต่ร่วมสกัดกั้นไม่ให้นำข้าวสาร 700 กระสอบส่งให้ทหารพม่า อย่างไรก็ตามขณะนี้คนขับเรือไม่มีใครกล้าแล่นเรือไปส่งข้าวของให้ผู้หนีภัยเพราะหวั่นเกรงในเรื่องความปลอดภัยที่ต้องไปรายงานตัวต่อทหารพม่า

ฐานทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวิน
ชาวบ้านที่หนีภัยการสู้รบยังคงหลบพักพิงอยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทยอยู่นับร้อยชีวิตขณะที่กระทรวงกลาโหมไทยได้รับข้อมูลว่าเหลือเพียง 5 คน

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.