เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 เพจศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง Karen Information Center – KIC ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ พ.อ. เกล โด่ โฆษกกองพลที่ 5 กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU กรณีการเข้ายึดฐานทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวิน ในรัฐกะเหรี่ยง ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ว่า KNU ได้ปฏิบัติการยึดฐานทหารพม่าได้สำเร็จ โดยเกิดขึ้นในพื้นที่ๆ มีการประกาศเตือนการโจมตีทางอากาศเช่นกัน เพราะเคยเกิดขื้นแล้วหลายครั้งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  หลังปฏิบัติการในทันที ก็ได้รับการแจ้งเตือนว่าเครื่องบินรบของพม่าได้ออกจากฐาน เราจึงต้องเตรียมการรับมือเช่นกัน

“กระแสข่าวที่มีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ผมขอชี้แจงว่าที่นี่เป็นแผ่นดินเกิดของเรา เราปฏิบัติการในพื้นที่ของเรา ทำเพื่อปกป้องดินแดน เพื่อที่เราจะได้ปกครองตนเอง และสร้างสหพันธรัฐอย่างแท้จริง KNU ได้เคยแจ้งขอให้กองทัพพม่าถอนกำลังออกไปจากพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง เมื่อเราขอดีๆ ไม่ได้ ก็จำเป็นที่ต้องไล่ เราได้พยายามเจรจา และแจ้งเตือนดีๆแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ เราจึงจะเป็นต้องมีปฏิบัติการนี้” พ.อ.เกล โด่ กล่าว

โฆษกทหารกะเหรี่ยงกองพล 5 กล่าวว่า หลังจากทหารพม่ายึดอำนาจทำรัฐประหาร ได้จับกุมผู้นำทางการเมืองโดยไม่ปล่อยผู้ถูกจับกุมไม่พอ ยังทำร้ายประชาชนชาวพม่าของเขาเอง จับกุมทำร้ายประชาชน เราก็ต้องการให้กำลังใจประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ซึ่งต้องพิจารณาหลายด้าน ถ้าไม่ทำกองทัพเผด็จการพม่าก็จะกดขี่เรา ถ้าไม่ทำนานาชาติก็จะเข้าใจว่าเราอยู่ฝ่ายกองทัพพม่า เราจึงต้องแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับกองทัพเผด็จการพม่า เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้

“การที่กองทัพพม่ายิงเรือของชาวบ้านในแม่น้ำสาละวิน พรมแดนไทย-พม่า เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทหารก็ต้องรบกับทหาร แต่ทหารพม่ากลับทำร้ายข่มขู่ชาวบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เมื่อทหารพม่ารบกวนชาวบ้านที่สัญจรในแม่น้ำสาละวิน เราจึงมีหน้าที่ที่ต้องขับไล่ทหารพม่าออกไป ทหารพม่าไม่ได้ยิงแค่เรือชาวบ้าน เรือเจ้าหน้าที่ไทยเขาก็ยิง” พ.อ.เกล โด่ กล่าว

โฆษกกองพล 5 KNU กล่าวด้วยว่า โดยความเห็นส่วนตัว ตั้งแต่ตนเกิดจนเข้าร่วมงานปฏิวัติกะเหรี่ยง ชาวบ้านต้องหนีและต้องยากจนอยู่อย่างลำบากเพราะทหารพม่ามาโดยตลอด พวกเขาไม่เคยทำดีกับเราเลย ชาวบ้านต้องเผชิญปัญหามากมายเพราะ ทหารพม่า พวกเขายึดอำนาจหลายต่อหลายครั้ง ครั้งหนึ่งหลายฝ่ายมองว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นพวกสร้างปัญหา แต่วันนี้หลายคนได้รับรู้แล้วว่าทหารพม่าปกครองด้วยความไม่ถูกต้อง ส่วนเราต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง ตอนนี้ชาวบ้านหลายกลุ่มก็เริ่มเข้าใจแล้ว เราจึงต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อสร้างสหพันธรัฐที่แท้จริง สู้เพื่อสิทธิของพวกเรา สามารถปกครองตนเองได้ในแต่ละรัฐ

“ผมต้องการให้กำลังใจชาวบ้านที่กำลังต่อสู้ เราอยู่เคียงข้างพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในเมือง หรือชาวบ้านในป่า เรายืนอยู่เคียงข้างประชาชน และเราจะช่วยทุกอย่างเท่าที่เราทำได้ อาจมีที่ต้องบาดเจ็บล้มตาย แต่เลือดที่หลั่งรินนั้นไม่ใช่สิ่งที่สูญเปล่า เลือดนั้นหลั่งเพื่อล้มล้างเผด็จการทหาร เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่ชอบธรรม และอำนาจเผด็จการทหารเป็นสิ่งที่ต้องจบลง ณ ตอนนี้”โฆษกกองกำลังกะเหรี่ยง KNU กล่าว

วันเดียวกันนายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมประชุมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่  นำโดย พ.อ.สุจินต์ ทรัพย์สิน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 พ.อ.สมรรถชัย แปงสาย ผู้บังคับเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 36 ณ ห้องประชุมกรมทหารพรานที่ 36 ค่ายเทพสิงห์ ต.บ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งภายหลังการประชุมนายสิรัยได้แถลงถึงเหตุปะทะกันระหว่างทหารกะเหรี่ยง KNU –KNLA กับทหารเมียมา ฝั่งตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอนว่า เวลา 05.00 น.  ได้มี กองกำลัง KNU เข้าโจมตี ฐานฯ ซอแลท่า ของทหารพม่า บริเวณด้านตรงข้ามหมู่บ้านแม่สามแลบ

ผวจ.แม่ฮ่องสอนกล่าวว่า เวลา 09.00 น. หลังจากกองกำลัง KNU โจมตีฐานได้สำเร็จ ได้เคลื่อนย้ายกำลังติดตามทหารพม่าที่หนีไปยังฐานอูสุท่า ตรงข้ามฝั่งไทยคือ บ้านแม่แวน เป็นหมู่บ้านบริวารของหมู่บ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง ผลการปะทะยังไม่ทราบรายละเอียด จนกระทั่งเวลา12.00 น. เครื่องบินพม่าไม่ทราบแบบ ได้เข้าโจมตีทิ้งระเบิด บริเวณบ้านบวาเดอ อ.บือโส่ และฐานดากวิน ตรงข้ามอุทยานแห่งชาติสาละวิน บ้านท่าตาฝั่ง ไม่ทราบความเสียหายทั้งสองฝ่าย ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน กองกำลังนเรศวร โดยหน่วยเฉพาะกิจทหารราบที่ 7 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่36 สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

นายสิธิชัยกล่าวว่า จากเหตุการณ์ กองกำลัง KNU เข้าโจมตี ฐานฯ ซอแลท่า ของ  ทหารพม่า มีพลเรือน ในพื้นที่หมู่บ้านแม่สามแลบ ได้รับผลกระทบ  1 ราย คือ นางเดมึ (ถือบัตร บุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน) อาศัยบ้านเลขที่ 0/89 ม.1 ต.แม่สามแลบ ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนเล็ก จำนวน 1 นัด ฝัง เหนือหัวเข่าด้านซ้าย ปัจจุบันได้เดินทางเข้ารับการรักษาตัว ณ โรงพยาบาลแม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 ได้จัดกำลังพลเข้าไปติดตามผลการรักษา ขณะนี้ผู้ป่วยอาการปลอดภัยแล้ว และจะส่งตัวไปผ่าตัดเอากระสุนออกที่ รพ.ศรีสังวาลย์

 “จากเหตุการณ์ กองกำลัง KNU เข้าโจมตี ฐานฯ ซอแลท่า ของ ทหารพม่า มีราษฏรไทย ในพื้นที่บ้านแม่สามแลบ ได้อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย บ้านห้วยกองก้าด ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย ประมาณ 450 คน โดย หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 จัดกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอสบเมย สถานีตำรวจภูธรสบเมย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอสบเมย  ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับราษฎรดังกล่าว”ผวจ.แม่ฮ่องสอน กล่าว

นายสิธิชัยกล่าวว่า จ.แม่ฮ่องสอน มีคำสั่งปิดจุดผ่อนปรนทางการค้า หมู่บ้านแม่สามแลบ และงดการเดินเรือในลำน้ำสาละวิน  ตั้งแต่  วันที่ 28 เมษายนเป็นต้นไป  และห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนกรณีผู้หนีภัยความไม่สงบ ชาวพม่า หลบหนีข้ามฝั่งมายังฝั่งไทย จะได้ดำเนินการตามแผนบริหารจัดการ คือนำผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา พักรอในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว(พื้นที่แรกรับ) ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของทางทหาร บริเวณชายแดน โดยมีการคัดกรอง COVID – 19 และแยกพื้นที่กรณีมีผู้ติดเชื้อ ตามมาตรการสาธารณสุขต่อไป และในส่วนกระบวนการทางสาธารณสุขอื่นๆ ได้มีมาตรการในการเตรียมความพร้อมรองรับไว้ครบถ้วนแล้วตามหลักมนุษยธรรม

ผวจ.แม่ฮ่องสอนกล่าวว่า กรณีการสู้รบมีความรุนแรงและยืดเยื้อมีแผนดำเนินการเคลื่อนย้ายผู้หนีภัยความไม่สงบชาวพม่า เข้าไปพักรอในพื้นที่พักรอที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งห่างจากชายแดน ประมาณ 1 กิโลเมตร โดยจะดูแลตามหลักมนุษยธรรม (อาหาร,น้ำ,ยารักษาโรค) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรการกุศลเอกชนที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนช่วยเหลือ โดยขณะนี้จังหวัดยังไม่มีประกาศรับบริจาคแต่อย่างใด  การช่วยเหลือราษฏรไทยที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้นอยู่ในความดูแลช่วยเหลือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐ        หากเกินขีดความสามารถจะได้ประกาศขอรับบริจาคต่อไปและหากมีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวพม่าหลบหนีข้ามฝั่งมายังฝั่งไทย  ในเบื้องต้นจะกำกับดูแลโดยฝ่ายทหาร หากเกินขีดความสามารถจะประสานจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อประกาศขอรับบริจาคช่วยเหลือต่อไป

“เราได้รับสัญญาณมาจากหน่วยเหนือว่าประเทศไทยไม่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มุ่งเน้นให้ประชาชนชาวไทยที่อยู่ใกล้กับพื้นที่เกิดเหตุการณ์ได้รับความปลอดภัยสูงสุดและทั้งนี้จะดูแลช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย อย่างเท่าเทียมกัน” นายสิธิชัย กล่าว


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.