เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 พ.อ.กลโด่ โฆษกกองพลที่ 5 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ให้สัมภาษณ์ผ่านศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง Karen Information Center -KIC ว่าสถานการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน ทหารพม่าได้มีปฏิบัติการตลอดทั้งวัน เริ่มตั้งแต่ช่วง 10.00 น เครื่องบินทหารพม่ามาทิ้งระเบิดที่ ดา-กวิน ซึ่งเป็นช่วงโค้งของแม่น้ำสาละวิน (บนพรมแดนไทยพม่า )บริเวณบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เครื่องบินทหารพม่าทิ้งระเบิดช่วงโค้งนั้นโดยรอบทั้งริมแม่น้ำ และแนวสันเขา รอบสุดท้ายที่เครื่องบินทหารพม่ามาทิ้งระเบิดมี 2 ลูกที่ตกริมน้ำในฝั่งประเทศไทย ซึ่งตกลงบริเวณปากน้ำ ห้วยแม่กองคา พื้นที่ที่เครื่องบินมายิงและทิ้งระเบิด ไม่มีชุมชนอาศัย แต่มีกระท่อมที่เป็นพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน และการทิ้งระเบิดไม่ได้ลงยังพื้นที่ของทหารด้วย

“เราเองก็ไม่เข้าใจว่าเขามาทิ้งระเบิดและยิงบริเวณนั้นเพื่ออะไร เราไม่ได้รับรายงานความเสียหาย ผมจึงเข้าใจว่าคงไม่มีการสูญเสียใดๆ ส่วนชาวบ้านได้หลบซ่อนตั้งแต่มีการแจ้งเตือนแล้ว ขณะนี้การสู้รบยังคงมีอยู่แต่บริเวณริมน้ำไม่มีการสู้รบแล้ว มีเหตุปะทะเป็นการยิงกันระยะสั้นในพื้นที่ชั้นในทางตอนใต้ของเมืองผาปูน เป็นเหตุการณ์ลาดตระเวน แต่ไม่ได้รับรายงานการสูญเสียเช่นกัน ส่วนการสูญเสียของทหารพม่า เรายังไม่สามารถตรวจสอบได้ ปกติกองทัพพม่าจะปกปิดตัวเลขการสูญเสีย นอกจากนี้พื้นที่ทางเหนือ เขตหมู่บ้าน เหล่อหมื่อปลอ กับ ซอหมื่อปลอ ก็มีการปะทะสั้นๆ เช่นกัน” โฆษกกองกำลังกะเหรี่ยง กล่าว และว่าการที่กองทัพพม่ามาทิ้งระเบิดทางอากาศทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว และมีความกังวล แต่ก็ประเมินสถานการณ์และหาที่ปลอดภัยหลบซ่อน การสูญเสียของชาวบ้านเรายังไม่ได้รับรายงานใดๆ คาดว่าไม่มีการสูญเสีย และชาวบ้านไม่ได้อยู่ในแนวพิกัดการทิ้งระเบิด

“สันดานของทหารพม่าตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าถูกโจมตีหรือมีการปะทะ จะยิงปืนไปเรื่อยโดยไม่มีพิกัดที่ชัดเจนใดๆ ในพื้นที่ชุมชนพวกเขาก็กระหน่ำยิง พื้นที่ทางใต้ก็มีการยิงปืนใหญ่เข้ามาในหมู่บ้าน เมื่อมีเหตุปะทะทหารพม่ามักจะยิงปืนใหญ่ลงในชุมชน ยิงปืนใหญ่ลงพื้นที่เกษตรพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ในพื้นที่ จ.มือตรอ เราสามารถบอกได้ว่าทหารพม่ายิงปืนใหญ่เข้ามายังชุมชนแทบจะทุกวัน บางครั้งก็ยิงปืนใหญ่เข้าไปยังชุมชนที่อยู่ในเขตเมืองผาปูน เช่นกัน ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่หลังแนวรบ ทหารพม่าไม่คิดวิเคราะห์อะไร เขายิงตามใจตนเอง ” พ.อ.กลโด่ กล่าว

โฆษกกองพล 5 KNU กล่าวว่าขณะนี้การที่กองทัพพม่าเชิญชวนกลุ่มชาติพันธ์บางกลุ่มเข้าไปพูดคุยเจรจาสันติภาพ สำหรับ จ.มือตรอ เรามีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะการไปเจรจากับพม่าไม่มีประโยชน์อะไร พวกเขาอยากให้เราทำตามกฎกติกาที่เขาวางไว้  และการเปิดเวทีพูดคุยสันติภาพของกองทัพพม่าในตอนนี้เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง กองทัพพม่าไม่มีความจริงใจ และเขาจะไม่มีทางสร้างสันติภาพที่ ให้สิทธิในการปกครองตนเองของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ตามรูปแบบสหพันธรัฐที่แท้จริงอย่างแน่นอน สิ่งที่กองทัพพม่ากำลังทำเป็นเพียงการฉากหน้าให้เห็นถึงกระบวนการสันติภาพเพียงผิวเผิน ถึงเราไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร

เครื่องบินโจมตีของทหารพม่าใกล้พรมแดนไทย

“การที่กองทัพพม่า ชอบแถลงข่าวว่ากองพลที่ 5 ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU มักละเมิดกฎข้อตกลงที่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงส่วนกลางได้ทำข้อตกลงไว้นั้น ผมขอบอกว่าไม่เป็นความจริง การโจมตีฐานที่มั่นของกองทัพพม่าเป็นการทำตามมติที่ประชุมของกองกำลังปลดปล่อยประชาชนกะเหรี่ยง KNLA ที่มีมติร่วมกันว่าฐานปฏิบัติการของทหารพม่า จะต้องไม่มีในอยู่เขตปกครองของรัฐกะเหรี่ยงเรา เพียงแต่ปฏิบัติการแต่ละครั้งไม่มีการแถลงใดๆ จากกองบัญชาการส่วนกลาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นผมขอยืนยันว่าเราไม่ได้ละเมิดคำสั่งของส่วนกลาง การที่กองทัพพม่าแถลงเช่นนั้น เป็นเพียงวิธีการที่ต้องการสร้างความแตกแยก ความไม่เข้าใจกันระหว่างกองบัญชาการส่วนกลาง กับกองพลที่ 5 เขตมือตรอ”พ.อ.กลโด่ กล่าว

พ.อ.กลโด่กล่าวว่า หลังจากการโจมตีฐานปฏิบัติการของทหารพม่า ค่ายซอแลท่า (ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย) เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา แล้วมีกระแสข่าวว่าระวังกำลังในฐานปฏิบัติการเดิมของกองทัพพม่าที่มีการเผยแพร่ตามสื่อโซเชียลมีเดีย ตนขอแจ้งว่าหลังจากปฏิบัติการเราได้ถอนกำลังทหารของเรากลับมาอยู่ในที่ตั้ง ส่วนปฏิบัติการอย่างอื่นยังไม่ได้รับรายงานใดๆ คาดว่าไม่มีปฏิบัติการนอกเหนือจากที่เกิดขึ้น สำหรับชาวบ้านของเราไม่มีใครอยู่บริเวณริมน้ำแล้ว แต่หลบอยู่ตามพื้นที่ที่คาดว่าจะปลอดภัย เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุสูญเสียจากการถูกโจมตีทางอากาศ

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันเดียวกันนี้ทหารพม่ายังได้มีปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ โดยส่งเครื่องบินรบมาใกล้แนวชายแดนไทย ที่บ้านท่าตาฝั่ง อย่างน้อย 2 รอบ เสียงระเบิดและการโจมตีได้ยินอย่างชัดเจน ทำให้ชาวบ้านฝั่งไทย เกิดความหวาดกลัวและวิตกกังวลเป็นอย่างมากจนต้องหนีไปอยู่ในห้วยแม่กองคา ทำให้หมู่บ้านแทบกลายเป็นชุมชนร้าง

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าในวันนี้มีชาวบ้านกะเหรี่ยงจำนวนนับพันคน ได้หนีภัยสงครามมายังฝั่งไทย โดยกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ริมแม่น้ำสาละวิน เพราะมีข่าวว่าทหารพม่าจะทิ้งบอมบ์แบบปูพรม ตลอดแนวชายแดนไทย เพื่อโจมตีทหารกะเหรี่ยง KNU ที่อยู่ตามฐานต่างๆ และในป่า อย่างไรก็มตามชาวบ้านที่หลบหนีภัยสู้รบในครั้งนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็กและคนชรา ต่างถูกเจ้าหน้าที่รัฐไทยสั่งห้ามถ่ายภาพส่งให้นักข่าวและบุคคลภายนอก มิฉะนั้นจะถูกผลักดันกลับฝั่งพม่า

เคเอ็นยูเคลียร์พื้นที่ฐานพม่าตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ

ในวันเดียวกันศูนย์สั่งการชายแดน ไทย – เมียนมา ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย -เมียนมา จ.แม่ฮ่องสอน  ว่าเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 เวลา 13.30 – 13.50 น. ได้ยินเสียงปืน ชนิด ค. 60 จำนวน 2 ลูก ทางทิศใต้ของ ฐานฯ แม่สะล็อก รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 1 กม. คาดว่า ทหารเมียนมา ตรวจการณ์เห็นความเคลื่อนไหวของ กองกำลังKNU จึงทำการยิงอาวุธปืน ค.60 เพื่อป้องกันการลอบโจมตี ฐานฯ (ไม่ทราบรายละเอียดความสูญเสีย )ต่อมา เวลา 15.55 – 16.03 ได้ยินเสียงปืน ค.60 จำนวน 2 ลูก ทางด้านทิศใต้ ฐานฯ ด๊ากวิน ของทหารเมียนมา ด้านตรงข้าม ฐานฯ บ.ท่าตาฝั่ง ฯ ห่างจากชายแดนไทย ประมาณ 1 กม. คาดว่า ทหารเมียนมา ตรวจการณ์เห็นความเคลื่อนไหวของ กกล.KNU จึงทำการยิงอาวุธ ค.60 เพื่อป้องกันการลอบโจมตีฐาน (ไม่ทราบรายละเอียดความสูญเสีย)

.

ทั้งนี้เวลา 17 .00 – 17.12 น ทหารเมียนมา ได้นำเครื่องบินปีกหมุน (ไม่ทราบแบบ) จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการทางทหาร จำนวน 6 ครั้ง เข้าโจมตีด้วยปืนกลทางอากาศ จำนวน 6 ชุด และสลับกับยิงลูกจรวดอากาศสู่พื้น บริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฐานฯด๊ากวิน ต้านตรงข้าม บ.ท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 1.5 กม (ไม่ทราบรายละเอียดความสูญเสีย)

เคเอ็นยูเคลียร์พื้นที่ฐานพม่าตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ

แถลงการณ์ระบุว่า มีราษฎรชาวเมียนมาที่เดินทางข้ามมายังฝั่งไทยจากเหตุความไม่สงบในเมียนมา พักใน พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว 3 แห่งรวมทั้งสิ้น 179 คน ดังนี้ พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ตรงข้ามฐานฯดาข่วย ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จำนวน 68 คน พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บริเวณห้วยอีนวล ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จำนวน 39 คน พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บริเวณห้วยโกเฮ ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จำนวน 72 คน

.

กรณีราษฎรไทย ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในประเทศมียนมา ใน 2 พื้นที่ รวมทั้งสิ้น 278 คน ได้จัดให้พำนักในพื้นที่รวบรวมพลเรือน 2 แห่ง ดังนี้ ราษฎรไทยพื้นที่ บ.แม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย ได้อพยพไปยังพื้นที่รวบรวม พลเรือนโรงเรียนบ้านห้วยกองก้าด ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 450 คน เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 64 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบันบางส่วนได้ไปพักอาศัย ในบ้านญาติ ขณะนี้คงเหลือในพื้นที่พักรอ จำนวน 208 คน โดย หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 จัดกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอสบเมย , สถานีตำรวจภูธรสบเมย , เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอสบเมย และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับราษฎรดังกล่าว


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.