ในบรรดากลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อสู้อยู่กับรัฐบาลทหารพม่านั้น กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army :KNLA) ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) ถือว่าเป็นกองกำลังหนึ่งที่กองทัพพม่าตั้งเป้าหมายต้องการกวาดล้างมากที่สุด

ถ้าจะบอกว่า KNU เป็นเป้าหมายสำคัญของกองทัพพม่าก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะปีกหนึ่งของ KNU ซึ่งนำโดยพล.อ.มูตู เส่โพ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานาธิบดี KNU ได้ยินดีเข้าร่วมการหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Agreement : NCA) ในวันที่ 15 ตุลาคม 2015 และพัฒนาเป็น การเจรจาสันติภาพรูปแบบใหม่ (New Peace Architecture : NPA) ของรัฐบาลอองซานซูจี

แต่อีกปีกหนึ่งของ KNU ซึ่งนำโดยนางซีโพร่า เส่ง อดีตรองประธานาธิบดี ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยมีทหารกะเหรี่ยงหลายกองพลหนุนหลัง เพราะไม่มีความเชื่อใจทหารพม่ามายาวนาน

พล.อ.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด KNLA และอดีตผู้บัญชาการกองพล 5 เป็น 1 ในผู้นำทางทหาร KNLA ที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาหยุดยิงตามข้อเสนอของทหารพม่ามาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวเป็นเพียงลูกไม้หนึ่งของกองทัพพม่า

กองพล 5 มีฐานที่มั่นอยู่ที่เดปูโหน่ เมืองมือตรอ รัฐกะเหรี่ยงมีอาณาเขตจรดแม่น้ำสาละวิน ช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ตลอดริมแม่น้ำสาละวิน 118 กิโลเมตรที่ไหลผ่านประเทศไทย ตรงกันข้ามเป็นผืนขนาดใหญ่ของรัฐกะเหรี่ยงที่ยังอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะไม้สัก พื้นที่สองฝั่งเป็นที่อยู่ของชาวบ้านกะเหรี่ยงมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ก่อนที่แม่น้ำสาละวินจะกลายเป็นเส้นแบ่งแดนระหว่างไทย-พม่า

กองพล 5 KNLA ภายใต้การนำของ พล.อ.บอจ่อแฮ ได้รับการยอมรับว่ามีความเข้มแข็ง จนได้รับความนิยมและเชื่อมั่นจากชาวบ้านกะเหรี่ยงสูงมาก

หลังจากพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หลาย ทำรัฐประหารในพม่าและเกิดการต่อต้านใหญ่จากประชาชน พล.อ.บอจ่อแฉ ได้ประกาศสนับสนุนประชาชนพร้อมรับคนที่เห็นต่างและหนีการจับกุมของทหารพม่า ขณะเดียวกันผู้นำทหารกะเหรี่ยงได้ขอให้ทหารพม่าถอนฐานทหารริมแม่น้ำสาละวิน 14 และในพื้นที่กองพล 5 รวมทั้งสิ้น 81 แห่ง ออกจากพื้นที่ เนื่องจากเดิมทีพื้นที่เหล่านี้เป็นของ KNU แต่ถูกทหารพม่าใช้อุบายในช่วงที่เกิดความแตกแยกภายใน KNU สอดแทรกเข้ามา

ทหารเคเอ็นยูได้ปิดล้อมฐานทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวินร่วม 3 เดือนเพื่อปิดเส้นทางลำเลียง จนกระทั่งวันที่ 20  มีนาคม 2564 จู่ๆ มีข้าวสาร 700 กระสอบ กองอยู่ที่ท่าเรือแม่สามแลบ เพื่อนำไปส่งให้กับทหารพม่า

วันที่ 27 มีนาคม ทหาร KNU บุกยึดฐานทหารพม่าที่เส่หมื่อท่า ตรงข้าม อ.แม่คง อ.แม่สะเรียง ไว้ได้ ขณะที่กองทัพพม่าส่งอากาศยานโจมตีครั้งใหญ่ฐานที่มั่นเดปูโน่ะของทหารกะเหรี่ยงกองพล 5 และโจมตีต่อเนื่องถึงวันที่ 28 ทำให้ชาวบ้านเดปูโน่ะและหมู่บ้านอื่นๆ นับหมื่นคนหนีภัยการสู้รบมาอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน

“ผมมองว่าเป้าหมายการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่า คือการทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเกิดความมั่นคงในชีวิต” พล.อ.บอจ่อแฮ เปิดมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขาย้ำว่าทหารพม่ายิงบ้านเรือนประชาชนเพื่อให้ชาวบ้านหวาดกลัว และเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ไม่สามารถมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง หรือไม่สามารถตั้งหลักปักฐานที่นั่นได้ สรุปคือ เป็นการข่มขู่ รวมถึงทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้วย

พล.อ.บอจ่อแฮ หรือที่ชาวกะเหรี่ยงเรียกกันว่า “พือบอ” ซึ่งแปลตรงๆว่า “คุณตา” แต่ในความหมายของชาวบ้านคือเรียกบุคลลที่ความเคารพยิ่ง ปัจจุบันอายุ 60 ปี เกิดที่หมู่บ้านตะดาเดอ จังหวัดมือตรอ รัฐกะเหรี่ยง ในวัยเด็กขณะนั้นรัฐบาลพม่าเริ่ม “ยุทธการตัดสี่ตัด” เข้ามารุกรานในในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ทำให้เขาอยากเป็นทหารตั้งแต่ยังเล็ก เขาศึกษาจบโรงเรียนมัธยมกอทูเล เขตปกครองกองบัญชาการมาเนอปลอ และได้สมัครเข้าเป็นทหาร KNLA ทันที โดยได้ทำงานใกล้ชิดกับนายพลโบเมี๊ยะ ผู้นำสูงสุดของ KNU ในช่วงเวลานั้น และปฏิบัติงานในพื้นที่แนวหน้ามาตั้งแต่เริ่ม

“การที่กองทัพพม่าโจมตีเราล่าสุดนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการที่พวกเราออกแถลงการณ์อยู่เคียงข้างประชาชนในพม่า แต่กองทัพพม่ามีแผนโจมตีเรานานแล้ว เขามีการดำเนินการวางแผนตลอดอย่างน้อยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา”นายพลแห่งกองทัพ KNLA ใช้ประสบการณ์ที่ต่อสู้กับทหารพม่ามาทั้งชีวิตวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน

“กองทัพพม่าใช้โดรนบินเข้ามาสำรวจพิกัดของเราที่ตั้งต่างๆ ของเราในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง กองทัพพม่าได้ดำเนินการตามลำดับขั้นที่เขาวางไว้ ตอนนี้เป็นเวลาที่เขาจะโจมตีเป้าหมาย ทำลายเป้าหมายที่เขาได้มาสำรวจไว้ เขาจึงทำการโจมตีเรา”

เมื่อถามย้ำว่าเป็นเพราะ KNU ประกาศให้การสนับสนุนประชาชนที่ต่อต้านการยึดอำนาจของทหารพม่าทำให้ตกเป็นเป้าหมายหรือไม่ พล.อ.บอจ่อแฮ กล่าวว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นแผนปฏิบัติการของกองทัพพม่า เขาได้วางแผนไว้นานแล้ว

“สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด แต่ก็มีความเชื่อมโยงกันอยู่บ้าง สิ่งที่กองทัพพม่าดำเนินการกระบวนการสันติภาพ เป้าหมายหลักคือการทำลายงานปฏิวัติของชาวกะเหรี่ยง พวกเขาได้ศึกษางานการทำลายกระบวนการปฏิวัติจากกรณีของรัฐบาลศรีลังกา กับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ แผนการดำเนินการสร้างกระบวนการสันติภาพ เข้าแทรกแซงเราด้วยระบบเศรษฐกิจ จากนั้นวางโครงสร้างทางการปกครองเข้ามาในพื้นที่ของเรา สุดท้ายแล้วถ้าเข้าแทรกแซงพื้นที่เหล่านั้นไม่ได้ ก็ต้องทำการโจมตีทำลายที่ตั้ง รวมถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ด้วย สำหรับผมเห็นว่ากองทัพพม่าค่อยๆ ดำเนินการตามแผนตั้งแต่ปี 2012 ต่อมาคือปี 2015 (ที่มีการลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ หรือ NCA)”

ด้วยประสบการณ์ทางทหารยาวนาน นับตั้งแต่ปี 1985 เขาได้เข้าเรียนหลักสูตรรบพิเศษ  KNLA Commando จากนั้นปฏิบัติหน้าที่ประจำพื้นที่มาเนอปลอ จนกระทั่งเกิดความแตกแยกในปี 1996 จนต้องสละกองบัญชาการกลางมาเนอปลอ

1 ปีต่อมา เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองพันรบพิเศษ กองพลที่ 5 พร้อมตำแหน่งที่ปรึกษาปฏิบัติการกองพลที่ 1, 2 และ 3 เขาจึงได้ร่วมงานกับผู้นำกองพลทั้ง 3 อย่างใกล้ชิด ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 5 ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม และได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของ KNU ในปี 2012 จนถึงปัจจุบัน

ทำให้นายพลผู้นี้อ่านเกมและยุทธวิธีของทหารพม่าได้อย่างทะลุ

“ตอนนี้คือขั้นตอนสุดท้ายคือการโจมตีทำลายที่ตั้งของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีความเชื่อมโยงกับการเข้ายึดอำนาจของกองทัพพม่า เพราะพวกเขาต้องการมีอำนาจเด็ดขาดและทำตามแผนที่พวกเขาได้วางไว้”

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด KNLA พูดถึงการโจมตีฐานเส่หมื่อท่าของทหารพม่า ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทหารพม่าแก้แค้นและบุกโจมตีกลับอย่างรุนแรงว่า “มันไม่ใช่เช่นนั้นเพราะพราะกองทัพพม่ามีแผนโจมตีทางอากาศในรัฐกะเหรี่ยงนานแล้ว ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของพม่านั้นเราได้รับรายงานมาก่อนหน้านี้เป็นเดือนแล้ว โดยเราได้รับรายงานแล้วว่าในวันที่ 27 มีนาคมซึ่งเป็นวันกองทัพพม่า เขาจะต้องแสดงอะไรให้เห็นบางอย่าง เขาต้องทำปฏิบัติการบางอย่าง เมื่อถึงวันกองทัพของเขา เขามีแผน เราเองก็ต้องปฏิบัติการบางอย่างในวันกองทัพพม่าแสดงให้เขาเห็นเช่นกัน เพราะพื้นที่ฐานพม่า คือแผ่นดินของพวกเรา”

เขาขอกด้วยว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่ KNU ต้องบุกยึดฐานทหารพม่าครั้งนี้ เพราะประชาชนของเราเรียกร้องไม่ต้องการให้กองทัพพม่าอยู่ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง อันเป็นมาตุภูมิของชาวกะเหรี่ยง เราจึงทำหน้าที่ ทำตามคำเรียกร้องของประชาชน จึงต้องขับไล่กองทัพพม่าออกไปจากแผ่นดินของเรา

เมื่อถามถึงกรณีข้าวสารปริศนา 700 กระสอบที่ผ่านดินแดนไทยและวางกองอยู่ที่ท่าเรือแม่สามแลบเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2564 เพื่อเตรียมจัดส่งให้ทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวิน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทหารพม่าไม่พอใจหรือไม่

“ทางเดียวที่อำนาจอันโหดร้ายนี้​จะหมดไป  ความกังวล​และความหวาดกลัว​จะหายไปจากชีวิต​ประชาชน ​นั้นคือ​ การสู้เพื่อเอาชนะ​และพังทลายกองทัพ​ทหารเผด็จการ​  เราไม่สามารถ​รบเอาชนะโดยใคร​คนใดคนหนึ่ง​หรือชาติพันธุ์​ใดชาติ​พันธุ์​หนึ่งได้​ เราประชาชนผู้ถูกกดขี่ทุกคนทุกชาติ​พันธุ์​ ต้องผนึก​กำลัง​ลุกขึ้นมาสู้ร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง​ ตามพื้นที่​ ตามศักยภาพ​ ตามโอกาส​ ตามสถานการณ์​ อย่างสุดกำลัง ถ้าเรารื้อถอนอำนาจเผด็จการ​เหล่านี้ได้​ ความมั่นคง​ในชีวิต​และทรัพย์สิน​  เสรีภาพ​ และความปกติสุขในการดำเนินชีวิต​เฉกเช่นประชาชน​ของทุกคนจะกลับคืน​”

พล.อ.บอจ่อแฮ

“พม่ามีการวางแผนอย่างดี แผนเหล่านี้คนละเรื่องกัน แต่เกิดขึ้นให้ห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้คนถามมามากว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่ ผมบอกได้เพียงว่าเป้าหมายสูงสุดของพม่า คือต้องการให้กองกำลังต่างๆ วางอาวุธ ให้ทุกกลุ่มวางอาวุธและอยู่ภายใต้กองทัพพม่าทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้”

อย่างไรก็ตามผลของสงคราม ย่อมทำให้มีผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือชาวบ้านต้องหนีภัยการสู้รบ โดยการโจมตีของทหารพม่าเมื่อวันที่ 27-28 มีนาคม ประเมินกันว่ามีชาวบ้านร่วมหมื่นคนต้องหลบหนีเข้ามาอยู่ในป่าและส่วนใหญ่มุ่งหน้ามายังแม่น้ำสาละวินเพื่อข้ามแดนเข้ามาหลบภัยในดินแดนประเทศไทย

“เวลานี้ต้องการความช่วยเหลือ ลำพังชาวบ้านกันเองมีเสบียงอาหารไม่พอในสถานการณ์สงครามนี้ การอยู่การกินลำบากมาก ผมขอขอบคุณ เราได้รับรู้ว่ามีคนให้ความช่วยเหลือมาเยอะ แต่ติดที่การขนส่งข้ามพรมแดนประเทศ ทราบว่าจิตใจคนไทยอยากจะช่วย” ผู้นำทางทหาร KNU ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเมื่อถูกถามถึงชาวบ้านที่อพยพหนีภัย แต่ในแววตาของเขากลับไม่สามารถซ่อนความกังวลใจไว้ได้

 การอพยพหนีภัยข้ามมาพักพิงในแผ่นดินไทยของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบริเวณผืนป่าสาละวินระลอกแรกระหว่างวันที่ 28 มีนาคมและเพิ่มขึ้นเรื่อยจนถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งขณะนั้นเครื่องบินรบและโดรนสอดแนมของทหารพม่ายังคงบินอยู่เหนือเดปูโน่ะ ทำให้ไม่มีใครกล้ากลับบ้าน อย่างไรก็ตามผู้อพยพหนีภัยที่พักพิงอยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทยทยอยถูกผลักดันกลับ จนเมื่อวันที่ 22 เมษายนแทบไม่เหลือชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้อยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทยเลย

การอพยพระลอกใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากผ่านไป 1 เดือน เมื่อทหารKNU บุกยึดฐานซอแลท่าของทหารพม่าซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบได้สำเร็จ ทำให้กองทัพพม่าเปิดการโจมตีใหญ่อีกครั้ง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงหลายพันคนที่ยังหลบๆซ่อนๆในป่าฝั่งรัฐกะเหรี่ยงต้องหนีกลับเข้ามาหลบภัยในฝั่งไทยอีกครั้ง

“สำหรับผู้มีอำนาจอยากให้เข้าใจว่าประชาชนของเรากำลังเผชิญความยากลำบาก อยากให้ผ่อนปรนเพื่อให้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นสิ่งที่เป็นบุญที่สุดแล้ว หากวันหนึ่งมีสิ่งที่จะตอบแทนช่วยคืนได้ เราก็จะช่วยคืน แต่เวลานี้ยังยากลำบากมาก”นายพลแห่งกองทัพ KNU รู้สึกซาบซึ้งใจในน้ำใจและมิตรภาพของประชาชนไทยที่มีให้ชาวกะเหรี่ยงที่กำลังเดือดต้อน

พล.อ.บอจ่อแฮบอกว่า อยากให้ทุกฝ่ายมองปัญหาของประชาชนเป็นหลัก อย่างกรณีที่ทหารพม่ายิงเรือส่งข้าวของความช่วยเหลือ เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องของกองทัพ

“ทหารพม่าถูกส่งมาประจำอยู่ชายแดน ไม่ควรขัดขวางหรือทำในสิ่งที่ไม่ควร (ยิงเรือ) เพียงเพื่อจะสร้างความหวาดกลัวแก่ชาวบ้าน ขนาดในเมืองก็เห็นว่าทหารพม่ายังยิงประชาชนมือเปล่า ที่ชายแดนก็เกิดขึ้นเช่นกัน เป็นนิสัย ทำแบบนี้สร้างศตรู สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน”

เมื่อถามถึงแผนการฟื้นฟูชุมชนเด่ปูโน่ะที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีทางอากาศของพม่า พล.อ.บอจ่อแฮบอกว่า ยังต้องประเมินสถานการณ์อยู่เรื่อยๆไปก่อน แต่จะทำให้เร็วที่สุดเมื่อมีโอกาส

“ตอนนี้เรากำลังประเมินความเสียหายและดูแลประชาชนอยู่ เราอยากให้ชาวบ้านกลับถิ่นเพื่อเริ่มทำไร่ ฤดูกาลนี้ชาวบ้านเตรียมไร่ไว้แล้ว พวกเขาต้องลงข้าวแล้ว หากไม่เป็นไปตามนั้นสถานกาณร์ระยะยาวจะลำบาก จะไม่มีข้าวกินในปีต่อๆ ไป และปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา แต่ความลำบากในระยะยาวจะคงยังอยู่ หากเผด็จการทหารพม่ายังคงกุมอำนาจไว้ได้ ทางเดียวคือโค่นล้มเผด็จการทหารพม่า”

การอิงอยู่กับความเดือนร้อนประชาชน ทำให้นายพลผู้นี้กลายเป็นขวัญใจของชาวกะเหรี่ยง เขาเคยประกาศไว้ว่าความปรารถนาสูงสุดคือสันติภาพของประชาชน ทั้งในรัฐกะเหรี่ยงและประเทศพม่า ดังนั้นเมื่อการทำร้ายประชาชนที่ออกมาต่อต้านทหารพม่าที่ยึดอำนาจ ทำให้ KNU เป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์แรกๆที่ออกมาประกาศว่าพร้อมดูแลชาวบ้านที่หนีภัยเหล่านั้น

“KNU มีกองกำลังเพื่อเรียกร้องเสรีภาพ ปกป้องประชาชน แต่กองทัพพม่ามีเป้าหมายเพื่อกดทับประชาชน ยึดอำนาจมาทั้งหมด ประเทศพม่ามีชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ทุกคนต้องมีเสรีภาพ มีสิทธิร่วมกัน เราไม่อยากเห็นการปกครองที่ยึดอำนาจมาจากรัฐประหาร เราเห็นอยู่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนมือเปล่าถูกฆ่า  ทารุน รังแก เป็นการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ เราไม่เห็นด้วย”

ผู้นำทหาร KNU กล่าวว่ากองทัพเผด็จการพม่าที่ยึดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรม​อยู่​ในขณะนี้​ ส่งผลร้ายต่อคนทั้งประเทศ​ ต่อทุกชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม​ รวมถึงประชาชนชาวพม่าด้วย ทางเดียวที่เราจะหลุดพ้น​จากอำนาจอันชั่วร้ายนี้​ได้ คือต้องร่วมมือกัน ทุกกลุ่มชาติพันธุ์​ ทั้งกะเหรี่ยง คะฉิ่น ชิน อาระกัน และกลุ่มอื่น​ๆ​ รวมถึงประชาชนพม่า

“เราจะต้องร่วมกันสู้​ ทำลายรื้อถอนอำนาจเผด็จการทหาร​นี้ให้ได้  หากเราไม่ร่วมมือสู้ด้วยกัน​ เราทุกคนต่างต้องเผชิญ​กับการกดขี่ที่โหดร้ายเช่นนี้เหมือนกัน​เรื่อยไป​  คนที่อยู่​ในเมืองก็เผชิญ​กับความหวาดกลัว​ ความโหดร้ายและความตาย ชุมชนชนบทก็ต้องเผชิญ​กับ​ความหวาดกลัว​ การหลบซ่อน​ และความตาย เช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะรัฐใดรัฐหนึ่ง​หรือเมืองใดเมืองหนึ่ง​ แต่เกิดขึ้นกับทุกรัฐ ทุกเมืองในประเทศ​พม่า​

“ทางเดียวที่อำนาจอันโหดร้ายนี้​จะหมดไป  ความกังวล​และความหวาดกลัว​จะหายไปจากชีวิต​ประชาชน ​นั้นคือ​ การสู้เพื่อเอาชนะ​และพังทลายกองทัพ​ทหารเผด็จการ​  เราไม่สามารถ​รบเอาชนะโดยใคร​คนใดคนหนึ่ง​หรือชาติพันธุ์​ใดชาติ​พันธุ์​หนึ่งได้​ เราประชาชนผู้ถูกกดขี่ทุกคนทุกชาติ​พันธุ์​ ต้องผนึก​กำลัง​ลุกขึ้นมาสู้ร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง​ ตามพื้นที่​ ตามศักยภาพ​ ตามโอกาส​ ตามสถานการณ์​ อย่างสุดกำลัง ถ้าเรารื้อถอนอำนาจเผด็จการ​เหล่านี้ได้​ ความมั่นคง​ในชีวิต​และทรัพย์สิน​  เสรีภาพ​ และความปกติสุขในการดำเนินชีวิต​เฉกเช่นประชาชน​ของทุกคนจะกลับคืน​”

นายพลแห่งกองทัพ KNLA ต้องการสื่อสารไปถึงทุกคนด้วยว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราประชาชน​ทุกคนทุกชาติพันธุ์​ ทุกพื้นที่​ต้องหาญกล้า​ร่วมกันต่อสู้​ฝ่าฟันเพื่อหลุดพ้น​ นอกจากต่อสู้พังทลาย​อำนาจที่ไม่เป็น​ธรรม​ของเผด็จการ​ทหารแล้ว​ เราต้องรื้อทิ้งธรรมนูญ​ กฏเกณฑ์​ที่เอารัดเอาเปรียบ​ และทำลายความอยุติธรรม​ที่เกิดขึ้นในสัง​คม​ซึ่งนำไปสู่การกดขี่​ รังแก​”

วันนี้สถานการณ์การต่อสู้ริมแม่น้ำสาละวินระหว่างกองทัพพม่าและทหารกะเหรี่ยง KNU กองพล 5 ภายใต้การบัญชาการของ พล.อ.บอจ่อแฮ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด แม้กองทัพพม่ามีความเหนือกว่าในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ในด้านความเชี่ยวชาญของภูมิประเทศนั้นเป็นของทหาร KNU

ที่สำคัญในเรื่องขวัญและกำลังใจ ขณะนี้ทหารแห่งกองทัพกะเหรี่ยงมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากได้แรงสนับสนุนจากประชาชนของตัวเองแล้ว แม้แต่ประชาชนชาวพม่าเองก็ยังให้กำลังใจและเข้าร่วมฝึกอาวุธเพื่อเตรียมต่อสู้กับทหารพม่า


หมายเหตุ-พล.อ.บอจ่อแฮให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนซึ่งสำนักข่าวชายขอบได้นำเสนอบางส่วนเป็นข่าวไปบ้างแล้ว แต่นำมาเรียบเรียงใหม่เนื่องจากยังมีข้อมูลอีกหลายส่วนที่ยังไม่ได้นำเสนอ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.