เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2564 ชาวบ้านบางกลอยรายหนึ่งซึ่งถูกดำเนินคดีหลังจากกลับขึ้นไปถางไร่เพื่อเตรียมปลูกข้าวตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ขณะนี้พวกตนมีเรื่องรู้สึกกังวลใจอยู่ 3 ข้อ คือ 1. ชาวบ้านเห็นเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บินผ่านหมู่บ้านไปยังบ้านบางกลอยบนเมื่อวันก่อน โดยไม่ทราบว่าการปฏิการครั้งนี้มีจุดประสงค์อะไร เพราะจุดนั้นในปัจจุบันถือเป็นพื้นที่ต้องคดี และมีคำสั่งห้ามชาวบ้านกลับเข้าในพื้นเด็ดขาด ทั้งที่ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นหลายสิ่งของทั้ง 36 ครอบครัวยังอยู่พื้นที่ เช่น มีด ไฟฉาย อุปกรณ์ทำไร่ รวมถึงข้าวเปลือกข้าวสาร

“พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปเอาของลงมา บางคนต้องแอบขึ้นไปดูข้าวของของตนเองและเพื่อนบ้าน เนื่องจากเกรงว่าเมื่อถึงฤดูฝน ข้าวของเครื่องใช้จะถูกน้ำพัดไปหมด ทำให้พบว่าหลายอย่างหายไป รวมถึงข้าวเปลือกและข้าวสารถูกลากออกมาตากฝนจนเสียหาย ซึ่งพวกเราไม่แน่ใจจุดประสงค์ของผู้ลงมือกระทำ แต่รู้สึกเสียดายมากที่พันธุ์ข้าวบางชนิดที่ตั้งใจว่าจะเอาไปปลูกในปีนี้ถูกทำลาย” ชาวบ้านรายนี้ กล่าว

เขากล่าวว่า เรื่อง 2. คือพบร่องรอยของซากเก้งที่เหลือเพียงหัว คาดว่าหมาป่านำมากิน แล้วเหลือซากไว้ใกล้ที่พักที่ชาวบ้านอยู่รวมกันที่บ้านบางกลอยบน ชาวบ้านกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าใจผิดคิดว่าชาวบ้านเป็นคนล่า ซึ่งจริงๆ ในหมู่บ้านก็ไม่นิยมล่ากันแล้ว เพราะตั้งแต่ในอดีตเรื่องนี้ก็เป็นชนวนขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่เสมอมา ทั้งที่หลายครั้งชาวบ้านเองก็ไม่ได้เป็นผู้กระทำ แต่กลับมีความพยายามทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมเกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นอคติ

ส่วนประเด็นที่ 3. ชาวบ้านรายนี้กล่าวว่า บุตรของนางจุไลลักษณ์ 1 ใน 22 ผู้ต้องหา และ 1 ในแม่ที่ถูกจับแยกกับลูกเล็กในวันถูกจับกุมและคุมขัง อายุ 9 เดือน มีอาการไม่สบายติดต่อกันมาตั้งแต่วันที่เกิดปฏิบัติการจับกุมชาวบ้าน หรือราว 2 เดือนก่อน โดยเชื่อว่าขวัญของเด็กหายไปเพราะความตกใจและหวาดกลัว ตั้งแต่วันที่ถูกจับกุมพร้อมแม่ที่บางกลอยบน ซึ่งวิธีแก้คือต้องจัดพิธีเรียกขวัญที่บางกลอยบน แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากชาวบ้านไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่อย่างเด็ดขาด

“ตอนที่พวกเราอยู่ข้างบน เจ้าหน้าที่และผู้ใหญ่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ บอกว่า จะรีบแก้ไขปัญหาที่ดิน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ยื่นข้อเสนอไว้กับชาวบ้านที่บางกลอยบนตั้งแต่ก่อนเกิดปฏิบัติการจับกุม ว่าหากยอมกลับลงมา จะมีการแก้ไขปัญหาโดยจัดสรรที่ดินทำกินให้ใหม่ทันที แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่มีวี่แววการดำเนินการเรื่องนี้แต่อย่างใด” ชาวบ้าน กล่าว

ขณะที่นายประเสริฐ พุกาด ชาวบ้านบางกลอยและ 1 ในผู้ที่ถูกดำเนินคดีกล่าวว่า ตั้งแต่กลับจากทำเนียบรัฐบาลและมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่นายกรัฐมนตรีลงนาม แต่ตอนนี้ในพื้นที่ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งเรื่องพื้นที่ทำกิน ซึ่งไม่รู้ว่าคณะกรรมการได้ทำงานไปถึงไหน หากคณะกรรมการได้ทำงานจริงและยุติธรรมก็มีความหวังจะได้กลับข้างบน

“พื้นที่ที่เราทำเป็นไร่ซากที่บรรพบุรุษเคยทำมา แต่คนที่อยู่ข้างล่างคนที่ไม่มีที่ทำกินเยอะ พื้นที่ที่รัฐจัดไว้ให้ข้างล่างไม่น่าจะเพียงพอ พวกเรามี 2 กลุ่มคืออยู่ข้างล่างกลุ่มหนึ่ง และอยากขึ้นข้างบนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ต้องเปิดป่าใหม่ เรายังมีความหวังที่จะได้กลับขึ้นไป ตอนนี้เรามีปัญหาเรื่องปากท้อง งานก็ไม่มีทำ ไร่ก็ทำไม่ได้ ถ้าอยู่อย่างนี้อดตายแน่” นายประเสริฐ กล่าว (ฟังรายละเอียดเพิ่มเติมจากคลิป)

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.