วันที่ 6 พฤษภาคม2564 สถานการณ์สู้รบระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู บริเวณชายแดนไทยริมแม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน ยังคงสร้างความลำบากให้กับชาวบ้านที่อพยพหนีภัยการสู้รบข้ามมาฝั่งไทยและพักอยู่ริมแม่น้ำสาละวินราว 3,000 คน แม้ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา กองทัพพม่าไม่ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีทหารกะเหรี่ยง แต่ยังส่งเครื่องบินตรวจการและโดรนเข้ามาสอดแนม ทำให้ชาวบ้านต่างหวาดกลัวและไม่กล้ากลับหมู่บ้าน อย่างไรก็ตามฝนที่ตกอย่างหนักและพายุลมแรงได้เพิ่มความยากลำบากให้ชาวบ้านมากขึ้นทุกวันเพราะนอกจากขาดแคลนข้าวปลาอาหารแล้ว ยังทำให้เด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ประสบปัญหาสุขภาพและป่วยไข้จำนวนมาก เนื่องจากหลังคาเพิงพักที่ทำจากผ้าใบไม่เพียงพอและไม่สามารถป้องกันฝนได้ดีเท่าที่ควร

ชาวบ้านรายหนึ่งที่หนีภัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวินในฝั่งรัฐกะเหรี่ยงโดยเดินทางมากจากหมู่บ้านในตำบลบือโต่ จ.มือตรอ แต่ไม่สามารถข้ามมาฝั่งไทยได้เนื่องจากทหารไทยไม่อนุญาต กล่าวว่า ตนเองก็ยังพออดทนอยู่ได้  แต่สถานการณ์การโจมตีโดยเครื่องบินของทหารพม่าต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันก่อนหน้านี้ ทำให้นึกอะไรไม่ออกแล้วว่าจะทำยังไง ชาวบ้านต้องพากันหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้ในป่า ตามถ้ำ และซอกลำห้วย มีเด็กเล็กก็หนีมาด้วยหลายคน กลัวว่าจะพากันตายกันหมด เพราะอาหารการกินไม่เพียงพอและคิดไม่ออกว่าจะอยู่กันอย่างไร

“การที่ศัตรู (ทหารพม่า) ทำแบบนี้เด็กเราไม่ได้กินอาหารเลย พืชผล บ้านเรือนเสียหายหมด ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว จะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีพื้นที่ให้อยู่เลย จึงต้องมาอยู่ในร่องลำห้วยหนีระเบิดแบบนี้”ชาวบ้านรายนี้กล่าว

เขากล่าวว่าความต้องการของชาวบ้าน มีทั้งอาหาร หม้อ จาน ผ้าเต๊นท์คลุมหลังคา เราก็อยากเจอประสานกับคนที่จะมาช่วยเรา ตอนนี้เรายังไม่ได้พบ ความกังวลตอนนี้ คือ กลัวจะอดตาย หนาวตาย ทหารพม่ามายิงระเบิดทั้งกลางวันและกลางคืน เราทนไม่ไหวแล้ว รู้สึกกังวล ฝนก็ตกหนัก กลัวจนมือสั่นหมด อยากให้ช่วยเหลือลูกหลานเราด้วย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาสังคม นำโดยนายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิสถานะบุคคล จ.แม่ฮ่องสอน ได้เข้าพบนายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) แม่ฮ่องสอน  เพื่อหารือสถานการณ์ผู้หนีภัยจากการสู้รบ บริเวณชายแดนแม่น้ำสาละวิน และแนวทางในการชาวยเหลือ โดยนายสิธิชัยชี้แจงว่าสถาการณ์ตอนนี้ ยังอยู่ในความดูแลของฝ่ายความมั่นคง และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ภายใต้การดูแล กองกำลังนเรศวร อย่างไรก็ตามทางจังหวัดก็ได้เตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือหากทางฝ่ายความมั่นคงได้ร้องขอมา แต่เวลานี้จังหวัดยังไม่ได้รับการส่งมอบจากฝ่ายความมั่นคง จึงยังไม่มีหน้าที่ในเรื่องนี้ หากฝ่ายทหารมอบหมายมา ก็พร้อมจะประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยยึดหลักสำคัญ  คือ

1.เอกราช อธิปไตย ใครจะล่วงละเมิดมิได้ 2. เราจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายฝ่ายหนึ่งไม่ได้

3.จะช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมทุกกลุ่ม ทุกคน เท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ในวงหารือทางฝ่ายทหาร ยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ แต่ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยของประชาชน และได้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงยังไม่เปิดเส้นในการขนส่งสิ่งของช่วยเหลือโดยเฉพาะเส้นทางน้ำ

อย่างไรก็ตามนายสิธิชัย ได้จะแต่งตั้งคณะทำงานระดับ จังหวัดขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อเชื่อมประสานข้อมูลและแนวทางการให้ความช่วยเหลือ ร่วมกันระหว่างฝ่ายความมั่นคงและคณะทำงานภาคประชาสังคม

 ในขณะเดียวกันมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน ได้โพสต์ว่า ผู้พลัดถิ่นในรัฐกะเหรี่ยงอยู่ในภาวะอดอยากหิวโหย

แม้การโจมตีทางอากาศอย่างหนักในช่วงปลายเมษายนจะห่างหายไป ด้วยเหตุที่กองทัพพม่าหันไปให้ความสำคัญกับรัฐคะฉิ่น  ปฏิบัติการทางทหารใน จ.มือตรอ รัฐกะเหรี่ยง ก็มิได้ถูกยกเลิก โดยเฉพาะเมื่อกองทัพพม่าเรียกกำลังเสริมจากทหารกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) จำนวน 500 นายเข้ามาในเขต จ.ตะโถ่ง (กองพลที่ 1) มีพื้นที่ต่อเนื่องถึง จ.มือตรอ และ

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง (KIC) ระบุว่า นับแต่ 27 มีนาคม เป็นต้นมา มีการโจมตีทางอากาศ (ทิ้งระเบิดและกราดยิง) รวม 27 ครั้ง ทิ้งระเบิดไปอย่างน้อย 47 ลูก ปะทะกันระหว่างทหาร 407 ครั้ง และยิงปืนใหญ่เข้าชุมชน 575 ครั้ง  นอกจากบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาลจะเสียหายแล้ว ยังมีพลเรือนไร้อาวุธเสียชีวิต “โดยตรง” 14 คน บาดเจ็บ 28 คน

นอกจากการนี้ยังมีผู้เสียชีวิตจากผลพวงของสงครามและการพลัดถิ่นฐานอีกไม่ทราบจำนวน เนื่องจากความหิวโหย ความป่วยไข้ที่ไม่ได้รับการเยียวยารักษาหรือดูแลอย่างเหมาะสม ร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดอาหาร ที่พัก การพักผ่อนขณะอยู่ในความเครียด รวมถึงความยากลำบากของการใช้ชีวิตตากแดดตากฝนอยู่เกือบตลอดเวลา

“ล่าสุด มีเด็กพิการที่เสียชีวิตระหว่างการหนีภัยมาประเทศไทยอีก 1 ราย  และคาดว่ายังมีที่ไม่ทราบอีกจำนวนหนึ่ง   ถึงวันนี้ ชาวบ้าน จาก จ.มือตรอ จำนวนกว่า 30,000 คน ยังคงเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศตนเอง  ไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านเรือนและกำลังขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะข้าวสาร ที่ผ่านมา ยุ้งฉางถูกทำลาย ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ข้าวสารที่พกติดตัวไปเปียกปอนเสียหาย ขณะที่กองทัพพม่าปิดเส้นทางขนส่งอาหารจากเขตเมืองเข้าพื้นที่ ความช่วยเหลือจากทางฝั่งไทยก็เข้าไปได้ยากลำบาก”

ในวันเดียวกันนี้ ที่อำเภอเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้การต้อนรับนาย คัตสึโนริ โคอิเกะ หัวหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (The United Nations High Commissioner for Refugees: UNHCR) เพื่อประสานการเตรียมความพร้อมการดูแลผู้หนีภัยความไม่สงบชาวพม่า โดยนายสิธิชัยเปิดเผยภายหลังการหารือว่านายคัตสิโนริมีความห่วงใยบรรดาชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาหลบหนีภัยสงครามในฝั่งประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ราว 2 พันกว่าคน ทั้งนี้เพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยทางจังหวัดได้ชี้แจงแนวทางการดูแลผู้หนีภัยความไม่สงบ ตามหลักเกณฑ์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีกองกำลังนเรศวร กรมทหารพรานที่ 36 และกำลัง ตชด.คอยดูแล และหากสถานการณ์มีความรุนแรง ทางจังหวัดก็ได้จัดเตรียมพื้นที่ซึ่งห่างจากชายแดน 1-2 กิโลเมตร โดยจะมีกลุ่มองค์กรภาคเอกชน NGO ช่วยเหลือ และจังหวัดจะเข้าไปดูแล

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.