เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งกองทัพพม่าได้รบพุ่งกับกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) จนทำให้ชาวบ้านนับพันต้องหนีภัยข้ามมาหาที่พักพิงริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทย ว่า รัฐบาลไทยต้องประกาศ No Fly Zone ไม่ให้เครื่องบินรบพม่าประชิดชายแดนและทิ้งระเบิดเพราะเกิดความไม่ปลอดภัยทั้งประชาชนในเขตพม่าและคนไทย และเป็นการกระทำที่รุนแรงต่อประชาชนพม่าอย่างไร้มนุษยธรรม แม้คนเหล่านี้จะเห็นต่างทางการเมืองหรือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้นรัฐบาลควรเปิดชายแดนให้คนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นได้เข้ามาพักพิง

“มิตรประเทศที่ดี เขาไม่เอาเครื่องบินรบมาถึงชายแดนหรอก ถ้าเราจะหาเรื่องใครเอาเครื่องบินรบไปบินแถวชายแดน จะเอามั้ย อ้างว่าต้องการปราบปราม เราจะทำมั้ย ฉันใดก็ฉันนั้น หากกระสุนข้ามมาตกที่บ้านเราจะทำอย่างไร ใครรับผิดชอบ เมื่อเป็นมิตรประเทศก็ต้องบอกกันได้ อย่าเอาเครื่องบินรบเข้ามา 50 กม.ชายแดนน่ะ ที่สำคัญฝ่ายที่ถูกปราบเขาไม่มีเครื่องบินรบไว้คอยต่อสู้ น่านน้ำน่านฟ้านี้เพื่อความมั่นคงของอธิปไตย เป็นหน้าที่คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ต้องปกป้อง จะโยนเรื่องนี้ให้ร้อยเอกในพื้นที่ แล้วบอกว่าได้มอบหมายไปแล้วลอยตัว ทำเช่นนั้นไม่ได้ คุณเป็นนายกฯ และรัฐมนตรีต้องตามไปดู เพราะร้อยเอกเขารู้เรื่องที่ทูตพิเศษยูเอ็นมาพบมั้ย รู้เรื่องระดับนโยบายมั้ย การสั่งให้แม่ทัพภาค 3 ทำอะไร คำสั่งต้องชัดเจน รอ.แล้วเขารู้เรื่องทูตพิเศษหรือ” นายกษิต กล่าว

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า รู้สึกเปลกใจกับการที่ทหารพม่ากำลังไล่ฆ่าประชาชน กลับมีข้าว 700 กระสอบส่งไปให้ถึงท่าเรือแม่สามแลบ แต่พอชาวบ้านที่หนีตายจากการสู้รบกลับถูกปิดกั้นความช่วยเหลือ ที่เป็นปัญหาเพราะมอบให้กองทัพภาค 3 ดำเนินการ แต่แม่ทัพมองว่ากองทัพพม่ามาทิ้งระเบิดหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ไม่ยอมให้ชาวบ้านอพยพเข้ามาหนีภัยซึ่งเป็นการตีความผิดประเด็น เพราะเราต้องเปิดชายแดนเพื่อมนุษยธรรมเท่านั้น เนื่องจากตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานประชาชนก็หนีภัยข้ามกันไป-มาเช่นนี้ และเราก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด

นายกษิตกล่าวว่า เราควรยึดหลักมนุษยธรรม หรือหลักพุทธศาสนาเป็นหลัก จะบอกว่าให้ใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและถามหาคนพาสปอร์ตหรือถือวีซ่าเป็นไปไม่ได้ จึงขอเรียกร้องว่านายกฯ ต้องเปิดพรมแดน โดยรัฐบาลไทยกับอาเซียนต่างเรียกร้องให้พม่าหยุดใช้ความรุนแรง ตราบใดที่ยังมีการใช้ความรุนแรงก็ต้องมีผู้อพยพ ไม่ว่าจะเข้าไปที่จีน ไทย หรือ อินเดีย เราต้องเห็นใจคนพม่าที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ

“นายกฯ ยังเกรงใจ คุณมิน อ่อง หลาย แต่ทหารไม่ใช่เจ้าของประเทศ เผอิญเราได้ผู้นำทหารเป็นผู้นำ ยังมีทหารอีกมากที่ไม่ได้คิดเช่นนี้ ผู้นำที่ดีต้องคิดถึงคนที่เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น การเข้าข้างทหารพม่าเท่ากับการร่วมมือฆ่าคนไปด้วย รัฐบาลอยากถูกบันทึกไว้เช่นนั้นหรือ เราควรร่วมกับอาเซียนหาวิธีให้เขาหยุดใช้ความรุนแรง คนไม่กี่คนอย่ามาทำลายล้างความดีงานระหว่างประชาชนไทยกับพม่าเลย อย่าเอาความรักส่วนตัวของนายพลทั้งสองมาทำให้ประเทศชาติเสียหาย ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบคุณประยุทธ์ แต่ในฐานนายกฯ ผมมีสิทธิที่จะวิจารณ์เรื่องนี้เพราะเห็นว่าทำมหันต์” นายกษิต กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับผู้แทนพิเศษเลขาธิการยูเอ็นว่ารัฐบาลไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับประชาชนที่หลบหนีมาจากพม่า นายกษิตกล่าวว่า พูดอย่างไรก็พูดไป ที่สำคัญคือควรพูดมา 3 เดือนแล้ว โดยไม่ต้องรอให้ทูตพิเศษเลขาธิการยูเอ็นมาพบ เพราะทำเช่นนี้เหมือนไม่จริงใจ และเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า นายกฯ ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลโดยนายกฯ เป็นประธาน และมีกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งราชการ เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ควรดึงเอ็นจีโอที่ทำงานในพื้นที่ และ ตัวแทนยูเอ็น เช่น UNHCR  แลประสานกับองค์กรในพม่า

เมื่อถามถึงกรณีที่ทหารมักอ้างเรื่องโควิด-19 และความมั่นคงโดยไม่ยอมให้สื่อมวลชนและคนภายนอกเข้าพื้นที่ นายกษิตกล่าวว่า จริงๆ แล้วน่าจะเป็นเรื่องระดับนโยบายสั่งการลงไปเพราะทหารในพื้นที่ไม่มีอำนาจให้คนไทยห้ามเข้าพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตทหาร ที่สำคัญคือผู้หนีภัยเหล่านี้อยู่แค่ชายแดน ไม่ได้เข้ามาทำงานในเมือง ดังนั้นจึงสามารถให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปตรวจสอบได้ซึ่งเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของไทย แต่การอ้างเพื่อไม่ทำอะไร จึงเป็นความไร้มนุษยธรรม

“จริงๆ แล้ว ผมอยากประณาม คณะกรรมาธิการต่างๆ ในสภาซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจนี้ด้วยเช่นกัน เพราะผมไม่เห็นคณะกรรมาธิการชุดไหนลงไปตรวจสอบอย่างจริงจัง แม้กระทั่ง ส.ส.ในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนเหล่านี้ก็ไม่เห็นทำอะไร คุณไม่คิดถึงนักการเมืองพม่าที่มาจากการเลือกตั้งบ้างหรือ ไม่คิดถึงมนุษยธรรมที่ถูกย่ำยีอยู่ชายแดนบ้างหรือ” นายกษิต กล่าว

ด้านพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ว่า แนวชายแดนวันนี้สต็อปไว้หมดแล้วและให้มีพื้นที่พักคอยตลอดตามแนวชายแดน ซึ่งได้สั่งไปนานแล้วและกระทรวงกลาโหมก็ได้ดำเนินการตามนี้ ซึ่งจากแนวชายแดนเข้ามาเรามีพื้นที่รองรับตรงนี้ไว้อยู่ เมื่อเข้ามาเราก็ดูแลตามหลักมนุษยธรรม เมื่อเลิกรบกันคนเหล่านั้นก็กลับบ้าน ไม่ต้องไปไล่ เพียงแต่ไม่ต้องการให้เข้ามาพื้นที่ส่วนใน เราตั้งเป็นศูนย์อพยพยาวเหยียดไม่ได้ โดยวันนี้ตัวแทน สหประชาชาติก็มาพบตน ซึ่งเมื่อตนอธิบายก็เข้าใจ ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะเกิดปัญหายาวนาน เหมือน 40 ปีที่ผ่านมา ที่มีผู้หลบหนีการสู้รบหลายแสนคนในประเทศไทย วันนี้เหลืออยู่ 80,000 คน ยืนยันวันนี้ไม่ได้ไล่ออก แต่ชาวบ้านจะรู้ก่อนว่ามีการสู้รบ และเมื่อเข้ามาก็มีพื้นที่พักคอย หากไม่มีการรบก็กลับไป

ด้านสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนด้านแม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน การสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยูยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่มีการปะทะในบริเวณที่ลึกเข้าไปในรัฐกะเหรี่ยงโดยล่าสุด กลุ่มสิทธิมนุษยชนกะเหรี่ยง KHRG เปิดเผยว่าในพื้นที่พะปุน รัฐกะเหรี่ยง ทหารพม่ายังคงโจมตีโดยยิงปืนใหญ่ 6 ชุด ลงหมู่บ้านใกล้ๆ บ้านบืออาเดอ เขตมือตรอ ตรงข้าม ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 13 เวลา 18.00 น. ทำให้ชาวบ้านพากันหนีตายไปหลบซ่อนในป่าและ อยู่ในความหวาดกลัวเนื่องจากยังคงมีเครื่องบินและโดรนตรวจการณ์ของกองทัพพม่า ส่งมาทุกๆ 2-3 วัน และ ขณะนี้ต่างขาดแคลนอาหารและต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม

ด้านนางสิโพร่า เส่ง อดีตรองประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU กล่าวว่าการลงนามข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ NCA บางคนอาจคิดว่าข้อตกลงนี้ยังมีผล แต่หากดูในความเป็นจริง ข้อตกลงหยุดยิงได้ถูกละเมิดไปแล้ว เพราะ NCA ลงนามโดยผู้แทนของกองทัพพม่า รัฐบาลพลเรือน และกองกำลังชาติพันธุ์บางกลุ่ม (EAOs) แต่กองทัพพม่าละเมิดก่อน ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่ลงนาม NCA หากเราจะยังยึดถือข้อตกลงหยุดยิงนี้ ใครหรือคือผู้ที่ถือข้อตกลงนี้ไว้เพราะ NCA เป็นข้อตกลงระหว่างฝ่ายต่างๆ รวมทั้งรัฐบาลของพม่า ในการแก้ปัญหาการเมืองก็ต้องมีการเจรจาระหว่างทั้งสามฝ่าย แต่การที่ยึดอำนาจก็คือการละเมิดข้อตกลงนี้นั่นเอง

“NCA เป็นข้อตกลงเพื่อการปกป้องประชาชน จะต้องไม่ทำร้ายประชาชน แต่หทารพม่ากลับทำสิ่งที่ตรงข้าม คือเข่นฆ่าประชาชนอย่างทารุณ  เรายังจะเจรจา หรือเชื่อใจในเผด็จการทหารที่เข่นฆ่าประชาชนของตนเองหรือ โดยส่วนตัวแล้วดิฉันคิดว่ากองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ ต้องคิดให้รอบคอบ เราต้องยุติความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้น การต้อสู้ด้วยอาวุธไม่ใช่แนวทางเดียวที่จะล้มล้างเผด็จการหทารพม่า ยังมีอีกหลายวิธี หากชาติพันธุ์ต่างๆ ร่วมมือกันเป็นหนึ่ง เราก็ยุติเผด็จการนี้ได้ การปฏิบัติเพื่อความจริงและความเป็นธรรมย่อมได้รับชัยชนะในวันหนึ่ง  เราต้องมองศัตรูเป็นศัตรู ต้องแยกระหว่างมิตรและศัตรู มิเช่นนั้นย่อมเกิดอุปสรรค” นางสิโพร่า กล่าว

__________

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.