เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564  นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์สั่งการชายแดน ไทย -พม่า ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย -พม่า ริมแม่น้ำสาละวินว่า วันที่ 20  พฤษภาคม ปรากฏสถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยเชื้อสายกะเหรี่ยง (KNLA) บริเวณฐานด๊ากวิน ฝั่งประเทศเมียนมา ด้านตรงข้าม บ.ท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ผลการสู้รบในครั้งนี้มีกระสุนไม่ทราบฝ่ายที่ข้ามมาตกยังฝั่งไทย จำนวน 3 นัด บริเวณพื้นที่ป่าทางทิศเหนือของบ้านท่าตาฝั่ง ทั้งนี้ไม่มีประชาชนและทรัพย์สินของประชาชนได้รับผลกระทบจากกระสุนดังกล่าว โดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 ได้ทำหนังสือประท้วงผ่านคณะกรรมการชายแดนท้องถิ่น ไทย-เมียนมา (TBC)  

นายสุธิชัยกล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีความต้องการเดินทางกลับไปยังประเทศเมียนมา เพราะต้องการกลับไปหาเลี้ยงชีพตามปกติ โดยทั้งหมดต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนา ปัจจุบันมียอดผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) ที่ยังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ใน 4 แห่ง จำนวน 1,569 คน

“ที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 ได้ให้การดูแลในเรื่องของความปลอดภัย และการช่วยเหลือขั้นต้นตามหลักมนุษยธรรมกับผู้หนีภัยความไม่สงบในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว โดยผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ในพื้นที่มีต่างรู้สึกปลอดภัยที่มีหน่วยงานเข้ามาให้การดูแล และให้ความร่วมมือในเรื่องการจัดระเบียบภายในพื้นที่ปลอดภัยเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา และโรคมาลาเรียในพื้นที่อีกด้วย ซึ่งหากมีผู้ป่วยในพื้นที่ดังกล่าวจะมีการดำเนินการในการรักษาพยาบาลเบื้องต้น หรือนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ในกรณีที่มีผู้ป่วยอาการหนักเพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป ทั้งนี้หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 พร้อมให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายกลุ่มผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ที่มีความสมัครใจและต้องการเดินทางกลับไปยังฝั่งประเทศเมียนมา” ผวจ.แม่ฮ่องสอน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวินได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าจะมีการผลักดันผู้หนีภัยการสู้รบกลับฝั่งพม่าและขอให้มีการยุติ นายสุธิชัยกล่าวว่า “ไม่มีการผลักดันกลับครับ หน่วยปฏิบัติเขาก็ยืนยันการปฏิบัติที่ถูกต้องตามแนวทางที่กำหนดซึ่งยึดหลักมนุษยธรรมอยู่แล้ว”

ทั้งนี้จากการสำรวจบ้านท่าตาฝั่ง พบว่าบ้านเรือนชาวบ้านได้รับความเสียหายเนื่องจากทหารพม่า จากฐานดากวิน ยิงปืน ค. และปืนเล็ก มาลงฝั่งไทย ในวันที่ 20 พฤษภาคม โดยมีลูกปืนยิงเข้ามาที่บ้านชาวบ้านอย่างน้อย 3 หลัง และได้รับความเสียหายจนทะลุหลังคาและฝ้าเพดานเข้ามาในบ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ใกล้ท่าเรือบ้านป่าตาฝั่ง แต่คาดว่าความเสียหายจริงๆ มีมากกว่านี้เพราะเวลานี้ชาวบ้านยังไม่กล้ากลับมาสำรวจบ้านตนเอง หลังเกิดเหตุชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนได้หนีเข้าไปหลบภัยในห้วยแม่กองคาลึกเข้าไปราว 3 กม. เหลือเพียงคนเฝ้าบ้านไว้ไม่กี่คน ส่วนลูกปืนใหญ่ ชาวบ้านได้ยินเสียงหลายครั้ง โดยพบว่ามีลูกกระสุนได้ระเบิดลงที่ท่าเรือ 1 ลูก และบนหาดทรายใกล้ๆ  โรงพักเก่า โหน่สะดา จำนวนอย่างน้อย 2 ลูก

ชาวบ้านท่าตาฝั่งรายหนึ่งเล่าว่า มีลูกปืนใหญ่ ตกลงมาใกล้พื้นที่ไร่ของชาวบ้าน ห่างจากชายแดนไทยพม่าริมแม่น้ำสาละวินประมาณ 3 กม. ซึ่งเวลานั้นชาวบ้านกำลังลงแขกปลูกข้าวไร่กันอยู่ราวเวลา 10.00 น. ปรากฏว่ามีลูกระเบิดตกลงมา ชาวบ้านต่างคนต่างหนีตายกัน โชคดีที่ลูกระเบิดตกลงในร่องน้ำลำห้วย จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่ชาวบ้านต่างหนีกันชุลมุน หากลูกระเบิดดังกล่าวตกที่พื้นที่ไร่คาดว่าชาวบ้านจะบาดเจ็บกันจำนวนมาก

“พวกเราต่างรู้สึกหวาดกลัวมาก เราไม่เข้าใจว่าทำไมทหารพม่าต้องยิงมาถึงฝั่งไทย เช้าวันนี้นี้ก็ยังมีได้ยินยิงปืนใหญ่ 1 นัด และมีลูกปืนเล็กตกลงมาฝั่งไทย เรารู้ว่ามีการโทรบอกทหารไทยว่า ทหารพม่าเชื่อว่ามีทหารกะเหรี่ยง KNU อยู่ฝั่งไทย และพม่าจะยิงมาฝั่งไทย พวกเราขอยืนยันว่าไม่มีทหารกะเหรี่ยง KNU ในฝั่งไทยแน่นอน คาดว่ามีลูกปืนจากพม่าอีกหลายลูกที่ตกฝั่งไทยในพื้นที่ป่า  ที่สำคัญเราอยากให้ทหารไทยควรยิงตอบโต้บ้าง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับฝั่งไทย” ชาวบ้านท่าตาฝั่ง กล่าว

ชาวบ้านรายนี้กล่าวว่า ขณะที่กำลังหลบในห้วยแม่กองคา ทหารไทยก็เข้าไปตั้งปืนใหญ่เตรียมการ โดยตั้งอยู่ในห้วยลึกกว่าที่ชาวบ้านพักหลบอยู่ ชาวบ้านรู้สึกหวาดกลัวและกังวลว่าทหารพม่าอาจยิงมาอีก ไว้ใจไม่ได้ ที่ผ่านมามีการยิงแล้วหลายครั้ง ทั้งยิงเรือบนแม่น้ำสาละวิน และยิงมายังแผ่นดินไทย

พื้นที่กระสุนตกที่บ้านท่าตาฝั่ง
บรรยากาศริมแม่น้ำสาละวินที่บ้านท่าตาฝั่งซึ่งฝั่งตรงข้ามคือฐานดากวินของทหารพม่า

ด้านนายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ซึ่งมีเชื้อสายกะเหรี่ยง กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบในเมียนมาทำให้ชายแดนบริเวณสองฝั่งแม่น้ำสาละวินมีความตึงเครียด ประชาชนทั้งสองฝั่งอยู่ในภาวะหวาดกลัวและเป็นกังวลต่อความปลอดภัย ในภาวะแบบนี้ในฐานะผู้แทนราษฎรอยากเสนอไปยังคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องลงไปรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขเพื่อเสนอไปยังรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น กมธ.ความมั่งคงแห่งรัฐและกิจการชายแดน, กมธ.ต่างประเทศ, กมธ.เด็กสตรี นอกจากนี้ยังอยากให้รัฐบาลรับฟังข้อเรียกร้องของภาคประชาชนเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน และภาคีด้วย

“ล่าสุดทราบว่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทย เดินทางไปแจ้งผู้หนีภัยการสู้รบมาอาศัยอยู่ทางฝั่งไทย ให้เดินทางกลับทั้งหมดภายในวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2564  ขัดแย้งกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หารือและกล่าวกับทูตพิเศษด้านพม่าของสหประชาชาติ ว่ารัฐบาลไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับประชาชที่หลบหนีจากสถานการณ์การสู้รบในพม่า แต่จากข้อมูลที่เครือข่ายภาคประชาชนติดตามสถานการณ์พบว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนบัดนี้นโยบายของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวยังไม่เกิดในทางปฏิบัติ คือยังไม่มีการเปิดช่องทางในการเข้าไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัยที่พักพิงอยู่บริเวณชายแดนเลย จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางความช่วยเหลือตามที่รับปากไว้กับสหประชาชาติเพื่อให้เป็นไปตามหลักสากลและขอให้ชะลอการส่งกลับผู้หนีภัยจากการสู้รบชายแดน จนกว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ปลอดภัย  เหมาะสม” นายมานพ กล่าว


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.