เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2564 ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งเป็นคนไทยในเมืองสิงขร ภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า เปิดเผยว่า ขณะนี้คนไทยที่อาศัยอยู่ในฝั่งพม่าด้านด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำลังเดือดร้อนเนื่องจากการเผชิญหน้ากันระหว่างทหารพม่าและทหารกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(The Karen National Union: KNU )กองพล 4 โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน ทหาร KNU อาวุธครบมือได้เดินทางเข้าไปที่หมู่บ้านสิงขรซึ่งเป็นชุมชนคนไทยและได้มีการเรียกประชุมชาวบ้านโดยได้มีการขอความช่วยเหลือด้านข้าวสารจำนวนหนึ่งซึ่งชาวบ้านก็รับปาก อย่างไรก็ตามข่าวดังกล่าวได้หลุดไปถึงหูทหารพม่า ทำให้มีทหารพม่าจำนวนมากเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่โรงเรียนและวัดสิงขร

“เมื่อเช้านี้เกือบมีการปะทะกันระหว่างทหารพม่ากับทหารกะเหรี่ยง ทำให้คนไทยกลัวมากเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยเหมือนกับสมัยที่ทหารพม่าคุมประเทศครั้งก่อน นับตั้งแต่ที่ทหารพม่ายึดอำนาจเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว การตรวจตราเข้มงวดขึ้นมากเพราะทหารพม่าหวาดระแวงว่าจะมีการเข้าไปช่วยเหลือฝ่ายที่เห็นต่างจากทหารพม่า” ชาวบ้านรายนี้กล่าว

นายบุญเสริม ประกอบปราณ แกนนำชาวบ้านเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยพลัดถิ่น จ.ประจวบฯ กล่าวว่าขณะนี้การติดต่อกับญาติพี่น้องที่เป็นคนไทยในสิงขรเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากทหารพม่าได้สั่งห้ามไม่ให้มีการใช้ไฟฟ้าซึ่งปกติใช้โซลาเซลล์ และให้ใช้แต่ตะเกียง ทราบว่าตอนนี้คนไทยที่มีถิ่นฐานอยู่ฝั่งพม่าจำนวนหนึ่งต้องหนีไปอยู่ในป่าและมุ่งหน้ากลับประเทศไทย แต่ไม่สามารถเดินทางด้วยเส้นทางปกติได้เพราะมีด่านทหารพม่าคอยสกัดกั้นไว้ 3-4 ด่านและตรวจเข้มมาก ทำให้ต้องใช้ช่องทางธรรมชาติ

“ตอนนี้คนไทยที่อยู่ในสิงขรลำบากมาก เพราะนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิดทำให้ด่านสิงขรปิด การติดต่อกับญาติพี่น้องฝั่งไทยทำได้ยาก ขนาดเราจะส่งยาและเวชภัณฑ์ต่างๆไปให้ ทหารพม่ายังไม่ยอมเลย ผมเองมีญาติอยู่ที่สิงขรหลายคน ก็บอกเขาไปหลายครั้งแล้วว่าแผ่นดินตรงนั้นไม่ใช่ของไทยอีกแล้ว ถ้าลำบากมากๆ ก็ให้กลับมาอยู่บ้านเรา กลับมาเมื่อไรก็จะได้รับบัตรประชาชนเพราะมีกฎหมายรองรับสำหรับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นอยู่แล้ว” นายบุญเสริม กล่าว

นายบุญเสริมกล่าวว่า อยากเรียกร้องให้ทางการไทยวางแผนช่วยเหลือและรองรับคนไทยที่อยู่ฝั่งพม่ากลุ่มนี้ด้วย เพราะเชื่อว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารพม่าและทหารกะเหรี่ยงจะรุนแรงขึ้น ดังนั้นควรมีการเจรจากับทหารพม่าเพื่ออนุญาตให้คนไทยในสิงขรซึ่งมีอยู่นับพันคนเข้ามาหลบภัยฝั่งไทย โดยทำศูนย์กักตัวเพราะป้องกันปัญหาโควิดอย่างถูกต้อง และหากใครอยากกลับคืนแผ่นดินแม่อย่างถาวรก็ควรมีการะบวนการช่วยเหลือ เช่น การจัดหาที่ดินไว้รองรับ เพราะอย่าลืมว่าคนไทยพลัดถิ่นถูกรัฐไทยทอดทิ้งมานับร้อยปี ดังนั้นควรมีการช่วยเหลือและเยียวยา

ด้านความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์สั่งการชายแดนไทย-พม่าฯ ได้แถลงข่าวประจำวันระบุว่า ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนม่าที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวฝั่งไทยยังคงเหลือยู่ในพื้นที่ 58 คน ขณะที่ชาวบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง ที่เดินทางออกมาหลบภัยยังคงมีอยู่ 81 คน

รายงานข่าวแจ้งว่า ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากโจมตีของทหารพม่าและถูกทหารไทยผลักดันกลับ ยังคงหลบซ่อนอยู่ในป่าสาละวินฝั่งตรงกันข้ามกับ อ.แม่สะเรียงและอ.สบเมย เนื่องจากไม่กล้ากลับหมู่บ้าน เพราะยังกังวลในเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากทหารกะเหรี่ยง KNU และทหารพม่ายังคงเผชิญหน้ากันอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะรอบฐานดากวินของทหารพม่า ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านท่าตาฝั่ง ที่ทหาร KNU ยังคงโอบล้อมเพื่อกดดันให้ทหารพม่าถอนกำลังออกไป แต่กองทัพพม่าไม่ยอมและพยายามส่งกำลังและเสบียงสนับสนุนอยู่เป็นระยะๆ ทั้งนี้ชาวบ้านที่หลบซ่อนอยู่ตามหุบเขาและริมแม่น้ำสาละวินกำลังขาดแคลนอย่างหนักโดยเฉพาะยารักษาโรคและข้าวสาร

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.