ภาพจากกลุ่มบรรเทาทุกข์คะเรนนี

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 สถานการณ์ในพื้นที่ตะวันออกของพม่า โดยเฉพาะในรัฐคะเรนนี และรัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน ยังคงดุเดือด โดยข้อมูลจากกลุ่มภาคประชาชนท้องถิ่นในรัฐคะเรนนีรายงานว่า การโจมตีบ้านเรือนของประชาชนและสถานที่สาธารณะหลายแห่งในเมืองเดมอโส่ รัฐคะเรนนี ทำให้เกิดความเสียหาย บ้านเรือนถูกยิงและเผา ทำให้ประชาชนจำนวนกว่า 100,000 คน ยังคงต้องออกจากบ้านเรือนในเมืองและหมู่บ้าน ไปหลบซ่อนตามป่าเขาเพื่อความปลอดภัย และกำลังขาดแคลนอาหาร น้ำดื่มสะอาด ยารักษาโรค ซึ่งขณะนี้ประชาชนที่หลบหนีส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในสภาพผู้พลัดถิ่น (internally-displaced persons) 

กลุ่มบรรเทาทุกข์คะเรนนีรายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาถนนสายต่างๆ ที่เข้าสู่รัฐคะเรนนี ทั้งจากเมืองตองอู  จากชายแดนรัฐฉาน และจากชายแดนไทย (จ.แม่ฮ่องสอน) ถูกทหารของกองทัพพม่าตั้งด่านสกัด ปิดกั้นการเดินทางและขนส่งสิ่งของ เพื่อพยายามยึดพื้นที่ ซึ่งเป็นการปิดกั้นเส้นทางขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่างๆ และมีการเผาทำลายรถตู้ขนของของกลุ่มผู้บริจาค รวมทั้งข้าวสาร ยารักษาโรค ขวดน้ำเกลือ ทำให้ผู้พลัดถิ่นแทบไม่มีโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือใดๆ  

ภาพจากกลุ่มบรรเทาทุกข์คะเรนนี

“มีชาวบ้านที่หลบในป่า กลับมาเอาข้าวสารที่บ้าน แต่บังเอิญพบกับทหารพม่า จึงถูกยิงตายทันที 2 ราย ตอนนี้จำเป็นมากที่ต้องส่งความช่วยเหลือไปให้ชาวบ้านผู้พลัดถิ่นที่กระจายตัวอยู่นับแสนคน เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตมนุษยธรรม ทหารพม่าปิดเส้นทางทั้งหมด การทำงานส่งความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์เป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง” เส่หล่อ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนคะเรนนี กล่าว 

ขณะที่เพจ Karenni Talk Show ได้เผยแพร่วิดีโอสัมภาษณ์เด็กชาวคะเรนนีที่เวลานี้ต้องได้ไปเรียนหนังสือตามปกติ และเด็กๆ ได้เตรียมชุดนักเรียน รองเท้า และสิ่งต่างๆ ไว้แล้ว แต่ต้องหนีความรุนแรงจากการสู้รบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่า โดยอาศัยอยู่ในเพิงพลาสติก เด็กๆ บอกว่าเสียใจที่ไม่ได้ไปโรงเรียน เมื่อถามว่ามาอยู่ในป่าเด็กๆ ทำอะไร พวกเขามองหน้ากันเงียบๆ สักพักตอบว่าไปหาปูมาทำอาหาร เด็กๆ ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเรียนหนังสือเมื่อไหร่ ตอนกลางคืนนอนก็กลัวเพราะได้ยินเสียงปืนใหญ่ จะกลับบ้านก็กลับไม่ได้เพราะทหารพม่าเข้ามารุกราน สิ่งที่ต้องการมากที่สุดตอนนี้คือต้องการข้าวสารและอาหาร 

ภาพจากกลุ่มบรรเทาทุกข์คะเรนนี

นายคู แดเนียล เลขาธิการพรรคคะเรนนี(KNPP) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิรวดี ว่ากองกำลัง KNPP เรียกร้องให้กองทัพพม่ายุติการโจมตีประชาชนโดยเฉพาะบ้านเรือนและศาสนสถานโดย KNPP อยู่เคียงข้างประชาชน การที่กองทัพพม่าขยายการโจมตีนำไปสู่ความตึงเครียดมากขึ้นและทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านเผด็จการทหารพม่ามากยิ่งขึ้น

ทางด้านชายแดนไทยริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กลุ่มบรรเทาทุกข์ชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่รายงานว่า ชาวบ้านผู้หนีภัยจากการสู้รบ ซึ่งได้มาอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวินในฝั่งไทย แต่ถูกผลักดันกลับไปยังรัฐกะเหรี่ยงนั้น  จวบจนเวลานี้ชาวบ้านนับพันคนยังไม่กล้าที่จะเสี่ยงกลับไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของตนทั้งหมด ยังมีอีกจำนวนมากที่กระจัดกระจายเป็นกลุ่มต่างๆ หลบซ่อนอยู่ โดยผู้ที่ตัดสินใจกลับไปบ้านตัวเองยังมีจำนวนไม่มาก ซึ่งทุกคนต่างให้เหตุผลเดียวกันว่าแม้จะไม่มีการโจมตีทางอากาศโดยกองทัพพม่าที่รุนแรงเหมือนในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม แต่ก็ยังมีเครื่องบินและโดรนสอดแนมของกองทัพพม่า เข้ามาลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงเขตกองพล 5 ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) 

ภาพจากกลุ่มบรรเทาทุกข์คะเรนนี

“เสียงเครื่องบินที่มีมาตลอด ทำให้พวกเราไม่กล้าอยู่ที่บ้าน ชาวบ้านที่เดปูโหน่ ก็ยังคงจำเป็นต้องยังหลบซ่อนตามป่า ต่างประสบความยากลำบากเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกหนักมากแบบนี้ ไม่มีเพิงพักที่ดีพอที่จะปกป้องสมาชิกในครอบครัวได้” ผู้หนีภัยจากการสู้รบรายหนึ่ง กล่าว ซึ่งกลุ่มสันติภาพกะเหรี่ยง KPSN ระบุในรายงานว่า ณ ปลายเดือนพฤษภาคม ถึงความไม่สงบและการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าทำให้ประชาชนในรัฐกะเหรี่ยงต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นแล้วมากถึง 70,000 คน 

ในวันเดียวกัน เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้ห่วงใยในปัญหามนุษยธรรม ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาระบุว่า อยากเห็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทั้งหมดได้ร่วมกันออกมาแสดงการคัดค้านการยึดอำนาจโดยฝ่ายกองทัพทหารพม่า ยุติการใช้ความรุนแรง ข่มเหง คุมขังบรรดาชาวพม่าที่เห็นต่าง หรือนัยหนึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยพม่า และชาวพม่าทั่วไป 

“พวกเราอยากเห็นสภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปรายในเรื่องความเป็นไปในพม่า นโยบาย และท่าทีของไทย ของประชาคมอาเซียนอย่างกว้างขวาง เพื่อช่วยกันนำประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศพม่าเพื่อนบ้าน และเพื่อยุติผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า และต่อภาระต่างๆ ของประเทศไทยที่เกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และการหลั่งไหลเข้ามาของผู้ลี้ภัยจากเงื้อมมือของฝ่ายกองทัพทหารพม่าอีกด้วย พวกเราขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียกร้อง กำกับ ควบคุม และสอดส่องให้ฝ่ายบริหารโดยคณะรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เห็นแก่สิทธิเสรีภาพความเป็นประชาธิปไตย ความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิตของชาวพม่าเป็นสำคัญ และยุติการเกรงอกเกรงใจฝ่ายกองทัพทหารพม่าโดยใช่เหตุ เพราะอยู่ในฐานะที่ผิดกฎหมายและไร้ความชอบธรรม” ในจดหมายระบุ

ภาพจากกลุ่มบรรเทาทุกข์คะเรนนี

ในจดหมายระบุว่า ขอเรียกร้องให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนฯร่วมผลักดันให้มีการวางมาตรการการเปิดชายแดนไทย-พม่า การวางระบบการบริหารจัดการผู้ลี้ภัยจากพม่า โดยให้มีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับบรรดาองค์กรต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ และกับบรรดากลุ่มประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้ ตลอดประวัติศาสตร์ความโอบอ้อมอารีของสังคมไทยนั้น เราได้เปิดพรมแดนให้ผู้หนีภัยเข้ามาแสวงหาความร่มเย็นของสังคมไทยมาโดยตลอด โดยมีประสบการณ์อย่างมากเป็นที่จดจำและยกย่องจากประชาคมโลก 


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.