เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2564 มีรายงานข่าวจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเมียนมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ลงนามในคำสั่งเปิดจุดผ่อนปรนเพื่อการค้าชายแดนบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 โดยในคำสั่งระบุว่า ตามที่ได้มีคำสั่งระงับการเดินทางเข้า-ออกของบุคคล ยานพาหนะและสิ่งของ ณ จุดผ่อนปรนบ้านแม่สามแลบตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยง KNU กับทหารเมียนมาใกล้ฐานทหารเมียนมา ริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้ามกับบ้านแม่สามแลบ นั้น เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ได้เข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ว่าฯ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศูนย์สั่งการฯ มีมติเห็นชอบให้เปิดจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า

ข่าวแจ้งว่าในคำสั่งดังกล่าวระบุแนวททางให้ผู้ประกอบการปฎิบัติด้วยว่า 1.ให้ปฎิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด 2.การนำเข้าหรือนำผ่านเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งโค กระบือหรือซากโค ซากกระบือจากเมียนมา ให้ปฎิบัติตามประกาศกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด

ข่าวแจ้งว่าในวันเดียวกันนี้ผู้ใหญ่บ้านแม่สามแลบได้เรียกประชุมกลุ่มคนขับเรือและแจ้งถึงการเปิดจุดผ่อนปรนซึ่งจะให้เรือวิ่งในแม่น้ำสาละวินได้เฉพาะเรือฝั่งไทยเท่านั้น ส่วนเรือของชาวกะเหรี่ยงฝั่งพม่ายังไม่สามารถเข้ามาได้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด อย่างไรก็ตามคนขับเรือต่างรู้สึกดีใจที่ได้กลับมาวิ่งเรือในแม่น้ำสาละวินอีกครั้ง เนื่องจากตั้งแต่ปิดด่านแห่งนี้มากว่า 1 ปีทำให้การทำมาหากินของคนในชุมชนเป็นไปอย่างลำบาก

ทั้งนี้มีรายงานข่าวด้วยว่า ในส่วนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างทหารกะเหรี่ยง KNU และทหารพม่า ขณะนี้ยังมีอีกจำนวนมากที่หลบซ่อนอยู่ในป่า และบางส่วนที่ถูกผลักดันจากทหารไทยได้หลบอยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งกะเหรี่ยงที่บ้านราท่าตรงข้ามกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน อ.แม่สะเรียง

ขณะที่เครือข่ายสันติภาพกะเหรี่ยง (Karen Peace Support Network-KPSN) ได้เผยแพร่รายงานวิดีโอเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในรัฐกะเหรี่ยง เขตมือตรอ ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) กองพลที่ 5 ริมแม่น้ำสาละวิน พรมแดนไทยพม่า ตรงข้าม อ.สบเมย และอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ในชื่อ “ไม่มีทางหนี” หรือ Nowhere to run โดยเนื้อหาสำคัญได้เล่าถึงสถานการณ์ของประชาชนรัฐกะเหรี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศและปืนใหญ่โดยทหารพม่า ส่งผลให้ชาวบ้านกว่า 70,000 คน ต้องหนีภัยความตายออกจากหมู่บ้านไปซ่อนตัวตามป่าเขา ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา โดยในช่วงที่มีการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้ข้ามฝั่งแม่น้ำสาละวินมามายังเขตประเทศไทยเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่นานก็ถูกเจ้าหน้าที่ทางการไทยแจ้งให้กลับไปยังฝั่งประเทศพม่า ในขณะที่ทหารพม่ายังคงอยู่ในพื้นที่ มีการโจมตีชาวบ้านด้วยปืนใหญ่ลงในหมู่บ้านต่างๆ และมีการพบเห็นหรือได้ยินเสียงเครื่องบินโจมตี และโดรนตรวจการณ์อยู่ตลอด ในขณะนี้ชาวบ้านจึงยังต้องหลบซ่อนตามป่า ไม่กล้ากลับไปยังหมู่บ้านเพราะกลัวภัยความตาย

ในวิดีโอดังกล่าว ทีมงานเครือข่ายสันติภาพกะเหรี่ยงได้เดินเท้าสำรวจชาวบ้านที่หลบอยู่ในป่า พบว่าหลายครอบครัวมีเพียงผ้าใบบางๆ กางมุงเป็นหลังคา มีใบไม้ปกทับเพื่อบังแดดได้บ้าง แต่ต้องอยู่กันบนพื้นดิน หรือใช้ไม้ไผ่ต่อเป็นแคร่เตี้ยๆ สำหรับนอนได้ไม่กี่คน บางครอบครัวที่พอจะมีเปล ก็ผูกเปลให้เด็กเล็กอาศัยนอนเพื่อที่จะไม่ต้องอยู่บนพื้นดิน หลายครอบครัวหนีมาอยู่ตามชะง่อนผา หรือในถ้ำ

นายซอเทนเดอร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมือตรอ กล่าวว่าที่ผ่านมาหากมีโดรนตรวจการณ์ของกองทัพเผด็จการพม่าบินมาในพื้นที่มือตรอ ก็จะมีการโจมตีทางอากาศตามมาในเวลาไม่นาน ดังนั้นถึงแม้ในหมู่บ้านที่ยังไม่เคยถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตี หากชาวบ้านพบเห็นหรือได้ยินเสียงเครื่องบินหรือโดรน ก็จะรีบหนีออกจากหมู่บ้านด้วยความกลัวว่าจะถูกทิ้งระเบิด

วิดีโอของกลุ่มสันติภาพกะเหรี่ยงระบุว่าที่ผ่านมากองทัพพม่าพยายามตัดถนนเข้าสู่ค่ายทหารพม่าในเขตมือตรอ รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นแผ่นดินมาตุภูมิของชาวกะเหรี่ยง โดยเป็นความพยายามในการส่งเสบียงและยุทโธปรณ์ให้ทหารพม่า การรุกรานของทหารพม่าดังกล่าวทำให้ประชาชนชาวกะเหรี่ยงออกมาแสดงจุดยืนคัดค้าน

นายซอเคลา ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่กล่าวว่าการตัดถนนนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน แต่เป็นความพยายามของทหารพม่าที่เข้ามากดทับชาวบ้าน และพยายามยึดแผ่นดินของชาวกะเหรี่ยง โดยกองกำลัง KNU ได้แสดงจุดยืนเคียงข้างประชาชนชาวกะเหรี่ยง และส่งจดหมายแจ้งให้ทหารพม่าถอนกำลังออกจากพื้นที่ในทันที แต่ทหารพม่ากลับไม่ปฏิบัติตาม ซ้ำร้ายทหารพม่าตามฐานต่างๆ ได้ระดมยิงปืนใหญ่ตกในพื้นที่หมู่บ้านหลายแห่ง อย่างต่อเนื่อง

ในรายงานชิ้นนี้ได้สัมภาษณ์แม่บ้านชาวกะเหรี่ยงที่หนีมาอยู่ในป่ามาแล้วกว่า 2 เดือน โดยมีผู้ป่วยนอนอยู่ในเพิง และมีสายน้ำเกลือ เมื่อถามว่าใครเป็นคนเจาะเข็มให้น้ำเกลือ ชาวบ้านตอบว่าทำกันเอง เพราะทีมแพทย์เคลื่อนที่ของชาวกะเหรี่ยงไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ชาวบ้านต่างหนีกันกระจัดกระจายในป่า ดังนั้นต้องเรียนรู้การดูแลกันเอง สภาพความยากลำบากกำลังทวีความรุนแรงในพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวิน โดยเฉพาะการขาดอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่างๆ

กลุ่มสันติภาพกะเหรี่ยงระบุว่าประชาชนยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงของการประหัตประหาร ไม่ปลอดภัยที่จะกลับคืนยังหมู่บ้าน ทั้งๆ ที่ชาวกะเหรี่ยงคือชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิที่จะอาศัยอยู่อย่างสงบสุขในผืนดินบรรพชน การต่อสู้ก็เป็นการปกป้องแผ่นดินมาตุภูมิ ทหารพม่าได้ข่มเหงประชาชนชาติพันธุ์มานานหลายทศวรรษ จากความรุนแรงในครั้งนี้จึงขอเรียกร้องให้กองทัพพม่าถอนกำลังออกจากรัฐกะเหรี่ยงในทันที ตลอดจนขอให้รัฐบาลไทยยอมให้องค์กรด้านมนุษยธรรมสามารถส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ซึ่งยังมีความไม่สงบ ผ่านองค์กรของกลุ่มชาติพันธุ์และองค์กรชุมชน และสำหรับนานาชาตินั้น เครือข่ายสันติภาพกะเหรี่ยงเรียกร้องให้กดดันเพื่อหยุดค้าอาวุธยุทโธปกรณ์แก่กองทัพพม่า และยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเผด็จการทหารพม่าในทันที


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.