ผู้หนีภัยแฉ ส่วย-เก็บค่าหัวคิวสะพัดค่ายแม่หละ เข้า-ออกต้องจ่ายหัวละ 1 พันบาท

ขอบคุณภาพจากเฟสบุค Suriyan Tonghnueid

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่เกิดเหตุจลาจลในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ หรือค่ายผู้ลี้ภัยบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ทำให้มีทรัพย์สินได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่งนั้น ล่าสุดคณะกรรมการค่ายได้ออกประกาศดังนี้ 1.ตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ห้ามทุกคนออกไปนอกบ้าน เพราะทหารไทยจะเข้ามาดูแลความปลอดภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่เกิดซ้ำ 2. ให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานเพื่อไม่ให้เกิเหตุการณ์ก่อความไม่สงบและละเมิดสิทธิของคนอื่น 3. หากไม่ปฏิบัติตามจำเป็นต้องดำเนินการตามระเบียบ

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยรายหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์จลาจลครั้งนี้โดยเขาเล่าว่า แม้เรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากการที่ผู้อพยพในค่าย 2 คนถูกดึงตู้เย็นลงจากรถเมอเตอร์ไซค์จนตู้เย็นพัง แต่จริงๆ แล้วเป็นความไม่พอใจอื่นๆ ที่สะสมมาจนเกิดความรู้สึกร่วมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้มีคนจำนวนมากพากันเข้าร่วมประท้วง โดยเฉพาะเรื่องเดินทางออกไปข้างนอกเพื่อหางานทำเพราะทุกคนกำลังลำบากเนื่องจากไม่มีเงิน โดยคนที่เป็นผู้นำและคนมีเงินสามารถออกไปไหนมาไหนได้อย่าอิสระ แต่พวกตนกลับออกไม่ได้ หากไม่จ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่

“คนที่เป็นคนธรรมดาจะไปไหนมาไหนต้องจ่าย 1,000 บาท ผมเคยไปครั้งหนึ่งก็จ่าย 1,000 ไป ไปถึงแม่ระมาดแล้วกลับมา ไปซื้อของ บางทีมันจำเป็นจริงๆ เลยต้องยอมจ่าย เขา (เจ้าหน้าที่ไทย) จะเขียนใบอนุญาตแล้วเอาไว้ไปเก็บที่ด่าน  ไปทำธุระเสร็จแล้วก็กลับมาเอาคืน” ผู้ลี้ภัยรายนี้ กล่าว

ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงรายนี้กล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่กะเหรี่ยงที่ดูแลอยู่ก็ไม่ทำอะไร ปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้มายาวนานและปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายต่างต้องลำบาก พวกตนอดทนกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้นๆ และเก็บไว้ในใจ จนมาวันหนึ่งก็ระเบิดออกมา

เมื่อถามถึงเรื่องร้านค้าที่โดนทำลาย เขากล่าวว่า ร้านนั้นทำร่วมงานกับเจ้าหน้าที่รัฐโดยขายสินค้าราคาสูงมาก แต่เพราะสนิทกับผู้มีอำนาจดูแลจึงสามารถขายของอยู่ได้ และทุกคนต้องไปซื้อของจากร้านนี้ ถ้าไปที่ข้างนอกก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม โดยร้านแบบนี้มีเพียงร้านเดียว เขามีผลประโยชน์ร่วมกับผู้มีอำนาจ ทำให้เกิดความไม่พอใจนานแล้ว แต่ยังไม่มีจังหวะ

“พวกคนบางกลุ่มออกไปข้างนอกได้ได้ จะไปไหน ทำอะไรก็ได้หมด ไม่มีปัญหาอะไร แต่คนธรรมดาไม่สามารถทำอะไรได้เลย ถ้าแอบหนีออกไป เมื่อเจ้าหน้าที่รู้ก็ถูกลงโทษ ต้องอยู่ในที่กักตัว หรือไม่ให้กลับเข้ามา เขาอ้างโควิด ซึ่งก็ใช่ที่ทำแบบนี้ แต่ถ้าจ่ายเงินก็ไม่มีโควิดแล้ว ถ้าไม่มีเงินก็มีโควิด ประมาณนั้น” ผู้หนีภัยการสู้รบรายนี้ กล่าว

เมื่อถามถึงสิ่งที่ผู้อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงแห่งนี้ต้องการ เขาตอบว่า ต้องการสิทธิเสรีภาพอย่างที่คนในค่ายสมควรได้รับ เพื่อคนที่ยากลำบากจะได้หางานได้เงิน เพราะแม้จะมีความช่วยเหลือเรื่องข้าว แต่ไม่พอ จึงต้องหาเองบ้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ควรเข้าใจสิ่งนี้เหมือนกัน ถ้ามีคนจำนวนหนึ่งออกไปได้ ทุกคนที่อยู่ในค่ายก็ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน 

ทั้งนี้การเกิดจลาจลในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก ทั้งสื่อไทยและสื่อในประเทศพม่า โดยสำนักข่าว Karen News  รายงานว่า เหตุการณ์เริ่มต้นด้วยการเจรจาอย่างสันติระหว่างผู้อยู่อาศัยและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของค่าย แต่เมื่อผู้ประท้วงเพิ่มขึ้น อารมณ์ก็ก่อตัวขึ้นและจุดชนวนให้เกิดจลาจล โดยผู้อาศัยในค่ายพักโซน A บอกกับ Karen News ว่า ผู้คนไม่พอใจที่มอเตอร์ไซค์ของพวกเขาถูกยึด นอกจากนั้นยังมีเรื่องสิทธิพิเศษที่เจ้าหน้าที่ไทยมอบให้กับผู้ลี้ภัยที่สามารถจ่ายค่าใบอนุญาตเดินทาง

ผู้ประท้วงกล่าวว่าหัวหน้าพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ บังคับใช้มาตรการจำกัดการเดินทางอันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 โดยมาตรการดังกล่าวจำกัดให้ผู้ลี้ภัยต้องอยู่ในค่าย และไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าออกค่าย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สามารถจ่ายเงินสำหรับใบอนุญาตเดินทาง จะได้รับอนุญาตให้เข้าและออกจากค่ายได้ ครั้งละ 1,000 บาท ซึ่งผู้อยู่อาศัยในค่ายส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายเงินเพื่อออกจากค่ายไปทำงานได้ อย่างมากที่สุดพวกเขาจะมีรายได้เพียงประมาณ 300 บาทต่อวันเท่านั้น

ด้านสำนักข่าว VOA Burmese รายงานว่า ผู้ลี้ภัยในค่ายแม่หละต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้จากร้านค้าในค่ายที่มีราคาแพงกว่าร้านค้าข้างนอก องค์กร TBC (Thailand Burma Border Consortium) ได้มอบบัตรอาหารให้แก่ผู้ลี้ภัยด้วยเงิน 270 บาทต่อเดือนเพื่อซื้ออาหาร ซึ่งสามารถซื้อได้ที่ร้านขายของที่กำหนดเท่านั้น โดยร้านค้าเหล่านี้จะซื้ออาหารจากตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุมัติจากผู้ดูแลค่ายมาขาย

ผู้ลี้ภัยในค่ายกล่าวว่า ถูกบังคับให้ซื้ออาหารราคาแพงมาหลายปี “พวกเขา (เจ้าหน้าที่ของไทย) ร่วมมือกับเจ้าของธุรกิจเพื่อเพิ่มราคาสินค้า เช่น ในแม่สอดขายหัวหอม 10 กิโลกรัมในราคาประมาณ 130 บาท (กิโลละ 13 บาท) แต่ร้านค้าในค่ายขายหัวหอมกิโลละ 35 บาท” เขากล่าว

////////////////

On Key

Related Posts

ชาวบ้านพุระกำประกาศพร้อมกลับใจแผ่นดิน หากรัฐอนุมัติสร้างเขื่อนทับชุมชน ด้านหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ หวั่นความขัดแย้งซ้ำกรณีบางกลอย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาRead More →