หวั่นกองทัพพม่าโจมตีทางอากาศ KNU ร้อง UN กำหนดเขตห้ามบิน หวั่นพลเรือนตกเป็นเหยื่อ ผู้หนีภัยนับหมื่นหลบซ่อนตามป่า-ข้ามมาประเทศไทย

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 คณะกรรมการบริหารกลาง สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union : KNU) ได้ออกแถลงการณ์ เรื่องการใช้กำลังเกินเหตุของรัฐบาลทหารพม่า ที่เลเก่ก่อ รัฐกะเหรี่ยง โดยมีเนื้อหาดังนี้ KNU กำลังปกป้องผู้ลี้ภัยที่เป็นนักการเมือง ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ฝักใฝ่ความรุนแรง และนักเคลื่อนไหวที่ลี้ภัยชั่วคราว บนพื้นฐานของมนุษยธรรม เพื่อคุ้มกันการจับกุม ทรมาน และสังหาร จากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเชื่อทางการเมือง โดยรัฐบาลทหารพม่า (SAC) ในเมืองเลเก่ก่อ จังหวัดดูปะลายา รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งได้มีการโจมตีและการปะทะเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม เป็นผลจากการป้องกันตนเองของ KNU ที่ตอบโต้การกระทำของรัฐบาลทหารพม่า ทั้งการจับกุมผู้ที่หลบหนีมาอาศัยในเลเก่ก่อ การทำลายบ้านเรือน และการใช้กำลังทหารของรัฐบาลทหารพม่า ในการโจมตีกองกำลัง KNU อย่างรุนแรง

แถลงการณ์ของ KNU ระบุว่าขอขอบคุณรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยเป็นพิเศษที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชน กว่า 3,000 คนที่หลบหนีการสู้รบไปยังชายแดนไทยและขอขอบคุณประเทศไทย ที่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยอีกกว่า 2,000 คนข้ามพรมแดน ในการปะทะที่เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม รวมถึงขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับการสนับสนุนจากชาวกะเหรี่ยงทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ประชาชนชาวชาติพันธุ์ องค์กรภายในประเทศและนอกประเทศ สำหรับการช่วยเหลือด้านอาหาร ยาและที่พักพิงชั่วคราวแก่ประชาชนผู้หลบหนีการสู้รบ จากสถานการณ์การสู้รบในปัจจุบัน เราขอให้คุณมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือดังกล่าวต่อไป

“KNU ยังขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจัดการกับการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่ ดังต่อไปนี้ คือรัฐบาลไทย อนุญาตให้องค์กรระหว่างประเทศ พบปะและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่หลบหนีการสู้รบ เราเรียกร้องให้สหประชาชาติกำหนดเขตห้ามบิน โดยเรียกประชุมฉุกเฉินกับคณะมนตรีความมั่นคงและประชาคมระหว่างประเทศ เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่เลเก่ก่อ จะถูกโจมตีทางอากาศจากกองทัพพม่า และจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและเกิดการสังหารพลเรือน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง”

KNU ระบุว่าขอให้รัฐบาลทหารพม่าถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่เพื่อกอบกู้เกียรติภูมิและชื่อเสียงที่พินาศไปแล้ว

และขอให้เจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาของกองทัพพม่า มาร่วมกับประชาชน เพื่อช่วยพม่าจากการตกสู่ภาวะรัฐล้มเหลว โดยKNU ขอประกาศว่า การที่กองทัพของรัฐบาลทหารพม่าถอนตัวจากการเมือง และการจัดตั้งสหพันธรัฐประชาธิปไตย  จะเป็นทางออกเดียวในการยุติสงครามกลางเมืองซึ่งดำเนินมายาวนานกว่า 70 ปี

วันเดียวกันเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวินได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน ได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความกังวลใจและความเป็นห่วง การที่ต้องเห็นประชาชนนับหมื่นต้องอพยพหนีออกจากชุมชน หอบลูกจูงหลาน เดินตัวเปล่าข้ามแม่น้ำเมยเพื่อมายังแผ่นดินไทยเพื่อเอาชีวิตรอด มีทั้งเด็ก ผู้หญิง และคนแก่ คาดว่าการสู้รบยังคงจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพราะทหารพม่าต้องการควบคุมพื้นที่เมืองเมียวดีให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และคาดการณ์ว่าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจจีนที่มาลงทุน และมีกระแสข่าวว่ากองทัพของรัฐบาลทหารพม่าอาจใช้เครื่องบินรบโจมตีทางอากาศ เช่นเดียวกับการโจมตีในเขตกองพล 5 ของ KNU ที่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แถลงการณ์ระบุว่าสถานการณ์การสู้รบในพม่ายังไม่ไม่มีวี่แววว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน ขอเรียกร้องดังนี้ 1. ให้กองทัพของเผด็จการทหารพม่า ยุติการใช้อาวุธ ยุติทำร้ายประชาชนในทันที 2. ให้กองทัพของเผด็จการทหารพม่า ถอนกองกำลังออกจากแนวชายแดนชายแดนไทยพม่าทุกจุด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง และป้องกันความขัดแย้งความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้

3. ขอขอบคุณรัฐบาลไทย และประชาชนไทย ที่ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และไม่ผลักดันกลับผู้ลี้ภัยจนกว่าสถานการณ์สงบและปลอดภัย 4. ขอให้รัฐบาลไทยใช้หลักมนุษยธรรม นำความมั่นคง ให้ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ลี้ภัย และร่วมกันหาแนวทางความร่วมมือแก้ปัญหาตามหลักสากลบนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้การสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและ KNU ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางและมีผู้อพยพชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากที่ต้องหลบหนีออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย บางส่วนได้อพยพข้ามแม่น้ำเมยมายังอำเภอแม่สอด จ.ตาก โดยสำนักข่าว BBC ภาษาพม่าได้ลงภาพชาวบ้านที่อพยพหลบซ่อนอยู่ตามป่าและริมแม่น้ำ และระบุว่า จำนวนผู้ลี้ภัยเลเก่ก่อเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 10,000 คน มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงอาหาร ยา และน้ำดื่ม ประชาชนหลายหมื่นคนหลบหนีการสู้รบตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม ที่เลเก่ก่อ เมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง

ประชาชนราว 10,000 คนกำลังหลบหนีออกจากหมู่บ้านหลายแห่ง ได้แก่ เลเก่ก่อ ทีแหม่วาคี ยะเต้ะกู่ พลู แม่ต่อแตเล และปะหิกะหล่อ มีงและปั่ง ในขณะเดียวกันมีผู้อพยพลี้ภัย

ผู้ลี้ภัยมากกว่า 6,000 คนในฝั่งพม่าและประมาณ 4,000 คนในฝั่งไทย

ขณะที่สำนักข่าว KIC – Karen Information Center รายงานว่า ในเช้าวันที่ 21 ธันวาคม ชาวบ้านที่หลบหนีไปยังหมู่บ้านพลูเล ทางใต้ของเมียวดี ต้องย้ายไปอยู่ที่ที่ห่างไกลจากที่พักพิงในปัจจุบัน เนื่องจากกลัวว่ากองทัพพม่าจะโจมตีทางอากาศ โดยการสู้รบทำให้ผู้คนมากกว่า 1,500 คนจากค่ายผู้ลี้ภัย 5 แห่งได้ข้ามแม่น้ำเมยมาประเทศไทยจากค่ายผู้ลี้ภัยเดิมในหมู่บ้านพลูจี โดยเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์สำหรับผู้ลี้ภัยกล่าวว่า “ขณะนี้ผู้คนกำลังรวมตัวกัน ด้วยจำนวนผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามา ทำให้ขาดแคลนห้องน้ำและน้ำดื่ม ส่วนอาหารได้รับการช่วยเหลือจากฝั่งแม่สอด” ซึ่งการต่อสู้หกวันในหมู่บ้านเลเก่ก่อและหมู่บ้านพลูทำให้มีผู้อพยพกว่า 10,000 คน ทั้งคนที่ข้ามมาฝั่งไทยและคนที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านทางฝั่งพม่า

ทั้งนี้ผู้ลี้ภัยมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของเครื่องบินรบมากขึ้น

—————–

ขอบคุณภาพจาก BBC ภาษาพม่า

On Key

Related Posts

“คะเรนนี”วิกฤตหนักประชาชนกลายเป็นผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 1.7 แสนคน สถานการณ์ยังคงเลวร้าย 3 กองกำลังชาติพันธุ์วอนนานาชาติกดดันทหารพม่าหยุดทำร้ายพลเรือน-แนะประกาศเขตห้ามบินทางทหารทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 นายคูโกเหร่ ผู้ประสานงาRead More →

ชาวบ้านพุระกำประกาศพร้อมกลับใจแผ่นดิน หากรัฐอนุมัติสร้างเขื่อนทับชุมชน ด้านหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ หวั่นความขัดแย้งซ้ำกรณีบางกลอย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาRead More →