สัมภาษณ์ พ.ญ.ซินเทีย หม่อง ผู้ก่อตั้งแม่ตาวคลินิก และแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวพม่า ผู้ได้รับรางวัลแมกไซไซ

ถาม : การสู้รบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อแม่ตาวคลินิก ซึ่งดูแลประชาชนและผู้ป่วยจากพม่าอย่างไรบ้าง

จริงๆ แล้วอย่างที่คงจะทราบกัน ตลอดแนวชายแดน เราบอกไม่ได้เลยว่าประชาชนมีความปลอดภัย การสู้รบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังรัฐประหารเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 การใช้กำลังทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ประชาชนในชุมชนชาติพันธุ์ แต่หมายถึงประชาชนในพม่าทั้งประเทศต่างตกอยู่ในความไม่ปลอดภัย ทั้งในรัฐกะเหรี่ยง รัฐชิน และเมืองต่างๆ ในพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรม ด้านสาธารณสุข ครู ต่างได้รับผลกระทบจากรัฐประหาร มีการจับกุม คุมขังสังหาร ไม่ใช้แค่ตามแนวชายแดนแต่เกิดขึ้นทั่วประเทศพม่า

แม่ตาวคลินิกเราทำงานกับองค์กรด้านสุขภาพในพื้นที่ชาติพันธุ์ต่างๆ เราฝึกคนทำงานด้านสาธารณสุข หมอตำแย ทำงานในรัฐต่างๆ ในพม่า ปัญหาที่ท้าทายมากในห้วงที่ผ่านมา คือการขนส่งยาและเวชภัณฑ์ เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยในการขนส่งในพม่า แม่ตาวคลินิกพยายามเข้าถึงชุมชนต่างๆ พยายามหาข้อมูลจากพื้นที่ต่างๆ ทั้งการบังคับอพยพ การพลัดถิ่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน ร่วมกับองค์กรต่างๆ เพื่อให้ได้ทราบว่าอะไรคือสาเหตุที่ประชาชนต้องพลัดถิ่น ต้องอพยพ การที่สตรีมีครรภ์ต้องคลอดลูกกลางป่าขณะที่หนีสงคราม การนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลพม่า หรือโรงพยาบาลฝั่งไทย แม้เป็นกรณีฉุกเฉินแต่ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก เราพยายามปรับปรุงระบบการส่งผู้ป่วยฉุกเฉินบริเวณชายแดน จริงๆ แล้วขณะนี้เรามีแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์จากในพม่า ที่เป็นกลุ่มอารยะขัดขืน มาทำงานที่ใกล้ชายแดน สามารถดำเนินการผ่าตัดฉุกเฉิน และทำระบบส่งต่อผู้ป่วย เราใช้เครือข่ายชุมชนและเครือข่ายสาธารณสุขแก้ปัญหาสุขภาพข้างใน (พม่า)

แม่ตาวคลินิก มีผู้พลัดถิ่นร้องขอยาและเวชภัณฑ์ อาหาร แต่เราก็ไม่สามารถส่งไปได้โดยง่าย โดยเฉพาะพื้นที่ “holding site” ที่เป็นที่พักชั่วคราวของผู้พลัดถิ่น (ที่ยังอยู่ในฝั่งพม่า) เราเข้าถึงโดยตรงไม่ได้ เราขอให้โรงพยาบาลแม่สอด และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขช่วย ผ่านมูลนิธิไทยของเรา แต่ก็พบว่าหลายครั้งมีความเข้มงวด เมื่อคนไข้ถูกส่งมาถึงโรงพยาบาลแม่สอด เมื่อรักษาแล้วยังไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้เนื่องจากมีสงคราม ก็ต้องส่งมาพักที่แม่ตาวคลินิกก่อน โดยสาธารณสุขไทยทำการรักษาแล้วจึงส่งมาที่เรา โดยกาชาดสากล ICRC เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย (ที่โรงพยาบาลแม่สอด) และส่งมาที่เราเพื่อพักฟื้น

ถาม : การช่วยเหลือในพื้นที่รัฐชาติพันธุ์ มีระบบใดที่จะทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น

ตรงข้ามฝั่งไทย เราทำงานกับกลุ่มสาธารณสุขหลายชาติพันธุ์ คะเรนนี กะเหรี่ยง และอื่นๆ เรามีหลักสูตรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อกลับไปทำงานในชุมชน แต่ปัญหาตอนนี้คือ ไม่สามารถส่งยาและเวชภัณฑ์ให้ผ่าน NGOs ในพม่าได้เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด NGOs ต่างชาติก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งเวชภัณฑ์ไปยังพื้นที่ ดังนั้นทางเดียวที่จะได้รับเวชภัณฑ์ไปให้ชุมชนภายในพม่า เรามีระบบทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ คือส่งผ่านชายแดน 6 เดือนที่ผ่านมาเราจัดส่งชุดทำคลอดและชุดอาหารเสริมสำหรับสตรีแรกคลอด บางพื้นที่มีแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ร่วมขบวนการอารยะขัดขืน CDM ได้ตั้งโรงพยาบาลสนามที่ทำการรักษา ผ่าตัดฉุกเฉิน และสร้างระบบการส่งต่อผู้ป่วยเบื้องต้น

ที่ผ่านมาถือว่าเรามีระบบความร่วมมือและความช่วยเหลือชายแดน ผ่านโรงพยาบาล รพสต. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอำเภอต่างๆ ฝั่งไทย ประสานงาน

ถาม : มีแผนเผชิญเหตุด้านสุขภาพ เมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบรุนแรงอย่างไรบ้าง

ในเขตที่มีความรุนแรงและการปะทะ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ Backpack Health Workers Team ที่ทำงานในรัฐชาติพันธุ์ก็ทำงานกับแพทย์และกลุ่ม CDM สามารถให้การรักษาได้ระดับหนึ่ง สำหรับกรณีรุนแรงก็จะประสานส่งมายังโรงพยาบาลแม่สอด

ถาม : อยากร้องขออะไรบ้างในสถานการณ์รุนแรงขณะนี้ โดยเฉพาะทางการไทยควรเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างไร

ประชากรที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไม่มีความปลอดภัย มีการทิ้งระเบิด ยิงอาวุธหนักอย่างต่อเนื่อง เราอยู่ตรงนี้ก็ได้ยินเสียง ประชาชนไม่ปลอดภัย ในสถานการณ์แบบนี้ต่างมีความเครียด จะหาที่ปลอดภัยตรงไหน จะอยู่อย่างไรให้ยังคงมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สตรี เด็ก ผู้พิการ เราเห็นภาพบางคนเป็นประชาชนชาติพันธุ์ บางคนเป็นชาวพม่า ทุกคนล้วนแล้วแต่ถูกกดทับและกระทำย่ำยีโดยเผด็จการทหารพม่า สถานการณ์แบบนี้เป็นภาวะที่ตึงเครียดมาก ทุกคนจำเป็นต้องมีพื้นที่ปลอดภัย และการสนับสนุนช่วยเหลือต่างๆ เพื่อให้ยังคงดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนสุขอนามัย แหล่งน้ำสะอาด และการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ประชาชนเหล่านี้แทบไม่เคยเข้าถึงวัคซีนโควิด อาจมีบางคนได้รับวัคซีนจากหน่วยงานสาธารณสุขไทย ที่ฉีดให้คนที่ไม่มีสัญชาติ แรงงานข้ามชาติ รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ก็ไม่มากนัก

ทำอย่างไรที่จะดูแลกลุ่มเปราะบาง สตรีมีครรภ์ สตรีแรกคลอด ทารก นอกจากนี้ต้องดูแลความปลอดภัยให้แก่เด็กผู้หญิง สตรี ให้มีพื้นที่ปลอดภัย อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีไม่ต้องเผชิญปัญหาการละเมิด

ถาม : คนไข้ที่แม่ตาวคลินิก มีจำนวนที่ยังรับไหวหรือไม่

เราดูแลผู้ป่วยโควิดด้วย เป็นโรงพยาบาลสนาม ก่อนหน้านี้คนไข้จำนวนมาก เราทำงานกับโรงพยาบาลแม่สอด โดยแม่ตาวเป็นโรงพยาบาลสนาม แต่หากสถานการณ์การสู้รบยังคงรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงก็จะส่งไปรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลแม่สอด และส่งต่อมาที่นี่ หากการสู้รบยังไม่หยุด มีแนวโน้มที่จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากขึ้น  และต้องส่งมาพักฟื้นที่แม่ตาวคลินิก เราอาจต้องจัดการพื้นที่ใหม่ว่าจะให้อยู่ให้พักกันอย่างไร เพราะต้องมีการดูแลด้านจิตใจ เยียวยาภาวะตึงเครียดจากสงครามไปพร้อมๆ กับการรักษาแผลกาย

สำหรับสตรีมีครรภ์ เราต้องให้มีการคลอดอย่างปลอดภัย และทำงานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน เพราะการที่คุณอุ้มท้องแก่ และต้องอพยพหนีสงคราม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อีกอย่างคือ มีคนที่ไม่มีเอกสารประจำตัว เช่น แรงงานข้ามชาติ และไม่ได้รับวัคซีนเยอะมาก เราก็พยายามรวบรวมรายชื่อให้สมัครใจรับวัคซีน เมื่อรวบรวมได้แล้วก็ส่งให้สาธารณสุขไทยดำเนินการให้วัคซีน ได้ประมาณครั้งละ 200 โดส

ถาม : ภาวะสงครามแบบนี้ จะส่งผลต่อการแพร่ระบาดของโควิดมากขึ้นหรือไม่

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนฝั่งพม่าได้พยายามทำงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเกิดสงคราม เกิดการทิ้งระเบิด เกิดการปะทะ ทุกคนต้องหนี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเองก็ต้องหนีเช่นกัน การพลัดถิ่นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโควิดมากยิ่งขึ้น แค่ความปลอดภัยของชีวิตก็ยังอยู่ในภาวะเสี่ยงมากๆ ไม่ใช่แค่โควิด แต่โรคระบาดอื่นๆ ก็หนัก โดยเฉพาะมาลาเรีย เพราะโครงการป้องกันการระบาดของโรคมาลาเรียในพม่าต้องยุติไป เด็กเกิดใหม่ก็ไม่ได้รับวัคซีนกันเลยนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในพม่า โรคจากน้ำ ท้องร่วง ก็กำลังระบาดและคร่าชีวิตประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ผู้หนีภัยที่ต้องอยู่รวมกันก็ต้องอยู่ในภาวะแออัด เราต้องมีมาตรการดูแลความปลอดภัยของเด็กและสตรี

ถาม : รัฐประหารในพม่าทำลายระบบสาธารณสุขในพม่าหรือไม่ อย่างไร

จริงๆ แล้วพูดได้เลยว่าระบบสาธารณสุขของพม่าพังลงแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะตั้งแต่เกิดรัฐประหารในพม่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ระบบการขนส่งถูกตัดขาด บุคลากรทางการแพทย์ในพม่าก็ถูกคุกคามเมื่อแสดงจุดยืนประท้วงเผด็จการทหาร พวกเขาต้องหลบหนีออกจากโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งที่ถูกทหารพม่ายึดไป ประชาชนหวาดกลัวไม่กล้าไปโรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ชาติพันธุ์ ประชาชนไม่กล้าไปรับวัคซีนจากโรงพยาบาล เป็นห่วงความปลอดภัย ประชาชนต้องพลัดถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการโจมตีของทหารพม่า ความเป็นอยู่ยากลำบาก ไม่มีใครมีฐานข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ป่วย ระบบข้อมูลสาธารณสุขของพม่าพังแล้ว ระบบสาธารณสุขก็พังลงเช่นกัน


On Key

Related Posts

“คะเรนนี”วิกฤตหนักประชาชนกลายเป็นผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 1.7 แสนคน สถานการณ์ยังคงเลวร้าย 3 กองกำลังชาติพันธุ์วอนนานาชาติกดดันทหารพม่าหยุดทำร้ายพลเรือน-แนะประกาศเขตห้ามบินทางทหารทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 นายคูโกเหร่ ผู้ประสานงาRead More →

ชาวบ้านพุระกำประกาศพร้อมกลับใจแผ่นดิน หากรัฐอนุมัติสร้างเขื่อนทับชุมชน ด้านหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ หวั่นความขัดแย้งซ้ำกรณีบางกลอย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาRead More →