สัมภาษณ์นายพลบีทู ผู้นำทัพทหาร KNPP

โดย ภาสกร จำลองราช

กว่า 70 ปีของการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระของแผ่นดินคะเรนนีและหนีการยึดครองจากทหารพม่า การศึกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 จวบจนล่าสุดที่ทหารพม่าส่งเครื่องบินรบถล่มเมืองลอยก่อและอีกหลายพื้นที่ในรัฐคะเรนนี ถือว่าเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง

สภาพเมืองลอยก่อที่เต็มไปด้วยซากบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่ชาวบ้านนับแสนคนต้องหลบหนีไปซ่อนในพื้นที่ปลอดภัย โดยกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าไปทางตอนใต้ของรัฐฉาน บางส่วนหนีมายังชายแดนไทย

รัฐคะเรนนี้อยู่ติดกับประเทศไทยด้านชายแดน อำเภอเมือง และอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ลอยก่อ คือเมืองหลวงของรัฐคะเรนนี และเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์

แต่วันนี้ดินแดนอารยธรรมเก่าแก่ได้กลายเป็นเมืองร้าง จากฝีมือการโหมกระหน่ำด้วยระเบิดโดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายว่าเป็นพื้นที่ทางความมั่นคงหรือพื้นที่พลเรือน ศาสนสถาน โรงเรียน โรงพยาบาล หรืออะไร เพียงแค่เห็นเป็นสิ่งปลูกสร้างใหญ่ๆ ก็จะตกเป็นเป้าการบอมบ์ทันที

ขอบคุณภาพจาก Karenni Information Center- KnIC

กองทัพพม่าส่งทหารจากกองพลที่ 55 และ 66 บุกกระหน่ำเมืองลอยก่ออย่างหนักหน่วงตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2565 เรื่อยมา

กองกำลังที่เป็นเสาหลักในการต่อสู้กับทหารพม่ามายาวนาน คือหน่วยงานด้านการทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party-KNPP)

“กำลังของพม่าช่วงแรกเป็นกองพลที่ 55 ที่เข้ามา ทำการปราบปรามชนกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) แต่ก็ต้องถอย จากนั้นกองทัพพม่ากองพลที่ 66 เข้ามาเสริม แต่ก็ต้องประสบกับความเสียหายมากมาย” นายพลบีทู ผู้บัญชาการกองกำลังคะเรนนี (Karenni Army-KA) ของ KNPP ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ” ถึงสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งแม้ทหารพม่าบุกทำลายเมืองลอยก่อ แต่กลับสร้างความเสียหายให้กับทหาร KNPP น้อยมาก เนื่องจากกองกำลังส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในเมืองลอยก่อน

“ที่เขาโจมตีลอยก่อเพราะคิดว่า หากประชาชนอยู่ได้ เรา (ทหารคะเรนนี) ก็อยู่ได้ เขาจึงต้องทำลายประชาชนในพื้นที่ให้หมด ก่อนที่มาใช้รถถัง ทิ้งระเบิด ใช้ปืนใหญ่ กองทัพพม่าเขาประกาศแล้วว่ารัฐคะเรนนีต้องเป็นขี้เถ้า”

ขอบคุณภาพจาก Karenni Information Center- KnIC

ผู้นำกองกำลัง KNPP  อธิบายย้อนให้ฟังว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารพม่าและทหารคะเรนนีรุนแรงขึ้นหลังจากการทำรัฐประหารและยึดอำนาจในพม่าของนายพลมิน ออง หล่าย จากรัฐบาลนางอองซานซูจี  และในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 ประชาชนเริ่มประท้วงทุกระดับด้วยมือเปล่า แต่ถูกทหารพม่าใช้อาวุธยิงและฆ่า เขาขับรถชนประชาชน ทำให้คนรุ่นใหม่ของเราซึ่งมีพี่น้องพ่อแม่ที่เจ็บ ตาย เริ่มเข้าใจ และหนีมาฝึกอาวุธเพื่อต่อสู้ บางส่วนมาฝึกกับ KNPP ก็มี

เมื่อถามว่าเหตุผลนี้หรือไม่ที่ทำให้กองทัพพม่าโกรธและถล่มเมืองลอยก่อ นายพลบีทูไม่ได้ตอบแบบตรงๆแต่บอกว่า “กฎต่างๆ อยู่ที่พม่า ชาวบ้านมีแต่มือเปล่า อยู่ๆ ก็มาเผาหมู่บ้าน ใช้ปืนใหญ่ยิงเข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพราะฉะนั้นเยาวชนของเราจึงมีสิทธิที่จะป้องกันประชาชนและทรัพย์สิน”

เมื่อถามถึงเป้าหมายสูงสุดของ KNPP คืออะไร นายพลแห่งกองทัพกะเหรี่ยงแดงกล่าวว่า “การปกครองตนเอง ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย”

“การต่อสู้ 70 กว่าปีของเรา และการต่อสู้ของกองกำลังป้องกันประชาชน PDF ประมาณ 10 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ ผมคิดว่ารอบนี้เราต้องมีชัยชนะ เพราะกำลังของพม่า 7 หมื่นคน ตอนนี้เหลือไม่เกิน 5 หมื่น หนีบ้าง เจ็บบ้าง  ตายบ้าง กำลังพลของเขาที่มีอยู่ในมือตอนนี้ หมดแล้วก็หมดเลย ไม่มีใครสนับสนุน ไม่มีใครช่วย ประชาชนทุกระดับไม่มีจิตใจที่จะช่วยทหารพม่าอยู่แล้วทุกวันนี้ และพวกเขาร่วมกันต่อต้านทุกวิธี”

ภายหลังจากการทำรัฐประหาร ทหารพม่าได้โจมตีกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ โดยใช้ความเหนือกว่าด้านอาวุธในการบุกทำลายโดยเฉพาะเครื่องบินรบและอากาศยานต่างๆ ที่ทันสมัยซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย แต่ก็ยังไม่สามารถยึดพื้นที่จากกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับการโจมตีเมืองลอยก่อ

ขอบคุณภาพจาก Karenni Information Center- KnIC

“ก็ดูตัวอย่างเมื่อคืนนี้(11 มกราคม 2565) มาทิ้งระเบิด 9 รอบ แม้แต่คนเดียวก็ยังไม่โดน แถมโดนพวกเดียวกัน ครั้งสุดท้ายมีแต่เครื่องบินอาวุธเคมี แค่นั้นเอง อาวุธเคมีอยู่ในกระสุนของเขา หากโดนก็ไฟไหม้หนัง กำลังพม่ามีแค่นี้ มีเครื่องบิน รถถัง ปืนใหญ่ เมื่อวานซืนที่เขาส่งเครื่องบินเข้ามาลอยก่อ ยิงไปทั่ว โดนอะไร ไม่โดนใคร แต่ชาวบ้านประชาชนก็กลัว หนี ปืนใหญ่ที่สั่งมาที่ยิง ไม่เหมือนสมัยโน้น มันใหญ่กว่าเดิม และดังกว่าเดิม”

“เป้าหลักของเขาคือประชาชน เพราะหากประชาชนไม่มี กลุ่มต่อต้านก็ไม่มี” ผู้นำกองกำลัง KNPP ย้ำถึงมุมมองที่มีต่อเป้าหมายของกองทัพพม่า” 

เมื่อถามว่าจะแก้ไขสถานการณ์ที่ตกเป็นเป้าโจมตีของเครื่องบินรบพม่าอย่างไร นายพลบีทูหัวเราะพร้อมกับตอบว่า “ตอนนี้เรามีอาวุธก็แค่ขุดหลุม แค่นั้นเอง”

เมื่อถามว่าเหตุในกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ที่จับมือเป็นพันธมิตรกันมานานถึงไม่เปิดเกมรุกทหารพม่าพร้อมๆกัน ผู้นำทหารคะเรนนีปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยบอกว่า “พูดไม่ได้ เราเป็นพันธมิตรกันอยู่ แต่ละกลุ่มคิดเห็นไม่เหมือนกัน”

“แต่สำหรับผมแล้ว การสู้รบครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตผม” สายตาของผู้นำทหารคะเรนนีดูแน่วแน่ และเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างโชกโชน

“ครั้งนี้ครั้งสุดท้าย เราต้องชนะ แต่บางกลุ่มไม่ยอมเสีย อยากจะได้” เขาย้ำ

ขอบคุณภาพจาก Karenni Information Center- KnIC

เมื่อถามว่ามีเหตุผลอะไรถึงเชื่อเช่นนั้น นายพลบีทูกล่าวว่า “ดูสภาพอาการแล้ว ทหารพม่าน่าจะหมดแรงแล้ว ถ้าสิ่งที่อยู่ในมือหมด ก็หมดเลย จะไปเกณฑ์ทหารใหม่ที่ไหน นอกจากว่าจะไปเอาคนชาติอื่นมาสู้รบกับเรา”

ปัจจุบันนอกจากภารกิจในการต่อสู้กับทหารพม่าแล้ว ทหารของ KNPP ยังมีงานที่สำคัญคือการช่วยเหลือประชาชนที่หนีภัยการโจมตีของทหารพม่าไปหลบซ่อนยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งคนทั่วไปยากที่จะเข้าถึง

วันนี้สถานการณ์ในประเทศพม่าเข้าขั้นวิกฤตและกำลังพัฒนาเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ ประเทศไทยซึ่งมีชายแดนกว่า 2 พันกิโลเมตรติดกับประเทศพม่าผ่านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ย่อมต้องตั้งหลักให้ดี

ประชาชนคะเรนนีมีความเชื่อมโยงกับประชาชนไทยโดยเฉพาะในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมายาวนาน ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจึงไม่ควรถูกปิดกั้น

บางทีอาจต้องหาจุดเหมาะสมที่ต้องเลือกระหว่างมิตรภาพของประชาชนต่อประชาชนผ่านช่องทางมนุษยธรรม กับความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างผู้นำประเทศไทยต่อผู้นำทหารพม่า

ขอบคุณภาพจาก Karenni Information Center- KnIC
ขอบคุณภาพจาก Karenni Information Center- KnIC
On Key

Related Posts

“คะเรนนี”วิกฤตหนักประชาชนกลายเป็นผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 1.7 แสนคน สถานการณ์ยังคงเลวร้าย 3 กองกำลังชาติพันธุ์วอนนานาชาติกดดันทหารพม่าหยุดทำร้ายพลเรือน-แนะประกาศเขตห้ามบินทางทหารทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 นายคูโกเหร่ ผู้ประสานงาRead More →

ชาวบ้านพุระกำประกาศพร้อมกลับใจแผ่นดิน หากรัฐอนุมัติสร้างเขื่อนทับชุมชน ด้านหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ หวั่นความขัดแย้งซ้ำกรณีบางกลอย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาRead More →