เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 สำนักข่าวคะเรนนี กันตรวดีไทมส์ Kantarawaddy Times รายงานว่า เครื่องบินทหารพม่าทิ้งระเบิดใส่ค่ายผู้พลัดถิ่น 2 แห่งทางตะวันตกของเมืองพรูโซ รัฐคะเรนนี เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของเช้าวันนี้ ทำให้ผู้ลี้ภัยเสียชีวิต 3 ราย โดยเป็นเด็กผู้หญิง 2 ราย อายุ 12 ปี และ 15 ปี รวมถึงชายวัย 52 ปี เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยระเบิดโดยทหารพม่า พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้ลี้ภัยจากหมู่บ้านโมโซ
การโจมตีที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นการโจมตีทางอากาศใส่ค่ายผู้พลัดถิ่นครั้งแรกในรัฐคะเรนนี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นกล่าวว่า “เราไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่มีจุดหมาย ผู้ลี้ภัยที่อยู่ใกล้เคียงก็ไม่กล้าที่จะอยู่ต่อ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย เราไม่มีที่ให้ไป และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป” โดยขณะนี้มีผู้ลี้ภัยในเมืองพรูโซมีมากกว่า 6,000 คน และมีประชาชนกว่า 200 คนอาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นที่ถูกทิ้งระเบิด
ขณะที่เมื่อเย็นวันที่ 16 มกราคม 2565 ที่เมืองนานแหม่โข่ง ทางตะวันตกของเมืองดีมอโซที่มีผู้พลัดถิ่นจำนวนมากก็ถูกโจมตีด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด คร่าชีวิตเยาวชนไปอย่างน้อย 3 ราย
นายออง ซาน มยิ้น โฆษกสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐคะเรนนี (KSCC) กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2565 การสู้รบในเมืองลอยก่อรุนแรงขึ้น นอกเหนือจากการโจมตีภาคพื้นดินแล้ว ทหารพม่ายังใช้การโจมตีทางอากาศ ส่งผลให้จำนวนผู้พลัดถิ่นในตำบลต่างๆ รวมทั้งลอยก่อ เพิ่มขึ้นเป็น 170,000 คน และตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม การโจมตีโดยทหารพม่าด้วยเครื่องบินและปืนใหญ่ ได้คร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 15 ราย
ด้านนายคูแดเนียล เลขาธิการพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party-KNPP) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชายขอบทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้ผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับจากชายแดนไทยส่วนใหญ่เป็นเด็ก ผู้ป่วย และผู้สูงอายุ โดยทุกคนยังวนเวียนอยู่แถวชายแดนไทย-รัฐคะเรนนี และจะยังไม่ได้เดินทางไปไหนไกลโดยมีอยู่ประมาณ 400 ราย เพราะทุกคนไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัยเนื่องจากทหารพม่ายังคงโจมตีโดยการทิ้งระเบิดในรัฐคะเรนนีทุกๆ วัน
ขณะที่ชายแดนด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า ยังคงมีผู้หนีภัยการสู้รบระหว่างทหารพม่าและกองกำลังของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) อพยพหลบภัยอยู่ริมแม่น้ำเมยตั้งแต่อำเภอแม่สอดไปจนถึงอำเภอพบพระอยู่หลายพันคน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือที่หนีข้ามแม่น้ำเมยมายังฝั่งไทยนั้น จุดใหญ่อยู่บริเวณเมยโค้ง ต.มหาวัน อ.แม่สอด ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือหลบภัยอยู่ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง โดยมีจุดใหญ่ๆ 4 แห่ง รวมแล้วมากกว่า 2 พันคน โดยชาวบ้านไม่ได้ข้ามมาฝั่งไทยเพราะตอนกลางวันต้องกลับไปทำไร่ข้าวโพด เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ทุกคนเป็นห่วงเพราะเป็นรายได้หลัก หากข้ามมาฝั่งไทยก็จะเข้า-ออกได้ยาก แต่สถานการณ์สู้รบที่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้ในตอนเย็นต้องกลับมานอนค้างอยู่ริมแม่น้ำเมย
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ม.ค.ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางโนลีน เฮย์เซอร์ (Ms. Noeleen Heyzer) ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมา (Special Envoy of the UN Secretary-General on Myanmar) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการของผู้แทนพิเศษฯ
ขณะที่ผู้แทนพิเศษฯ แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการแสวงหาทางออกสู่สันติภาพ โดยชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้เกิดสันติภาพในเมียนมา รวมถึงการผลักดันให้มีความคืบหน้าในการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ทั้งนี้ ผู้แทนพิเศษฯ เห็นว่านายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี
นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ไทยพร้อมให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาในเมียนมา ประเด็นปัญหาในเมียนมามีความซับซ้อน ซึ่งต้องมองด้านประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ประกอบเพื่อเข้าใจสภาพปัญหาอย่างแท้จริง ควรแก้ปัญหาอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยความเข้าใจ และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้นำเมียนมา ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ ไทยได้ติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ต้น สิ่งสำคัญในตอนนี้คือ การยุติการใช้ความรุนแรง การพูดคุยเพื่อหาทางออกโดยสันติ และการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประชาชนเมียนมา ซึ่งไทยพร้อมที่จะช่วยขับเคลื่อนความพยายามในด้านนี้ของอาเซียนและของประชาคมโลก ผ่านการขนส่งลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปในเมียนมา โดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งไทยได้ให้การสนับสนุนทางการแพทย์และมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง
“สำหรับประเด็นความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมนี้ ไทยมีประสบการณ์ในด้านนี้ และได้มีการวางแผนเตรียมการรับมือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา โดยได้กำหนด พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว (humanitarian area) ไว้ตามแนวชายแดน ซึ่งได้วางแนวปฏิบัติและมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ไว้อย่างรอบคอบ และจะส่งตัวกลับประเทศเมื่อผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมามีความพร้อมและสมัครใจจะเดินทางกลับเท่านั้น จึงขอให้มั่นใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ให้การดูแลด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานเป็นอย่างดี” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นางโนลีน เฮย์เซอร์ กล่าวว่า ในการพบนายกรัฐมนตรี ได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการและความร่วมมือในทันทีเพื่อป้องกันสถานการณ์ในเมียนมาไม่ให้แย่ลงไปอีก และตระหนักถึงความต้องการที่สิ้นหวังของชาวเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีบทบาทสำคัญในการป้องกันวิกฤตการณ์ในเมียนมา การสู้รบจะยิ่งทำให้พื้นที่ชายแดนยิ่งขาด เสถียรภาพมากขึ้นไปอีก ประชาชนเมียนมาได้รับความเดือดร้อนหนักหนาสาหัสมาแล้ว
“ข้าพเจ้ายินดีกับความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี ในการจัดการกับความต้องการ การคุ้มครองเร่งด่วนของพลเรือน ผู้พลัดถิ่น โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ซึ่งหาที่หลบภัยข้ามพรมแดน ได้เรียนท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับความพยายามในการสร้างความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในเมียนมา และเรียนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่สิ้นหวังในเมียนมา การปฏิบัติการทางทหารที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการโจมตีทางอากาศ ที่สร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง และทำให้ประชาชนต้องพลัดถิ่น” นางโนลีน เฮย์เซอร์ กล่าว
อนึ่ง เมื่อวันที่ 16 มกราคม ผู้หนีภัยการสู้รบชาวคะเรนนีหลายร้อยคนได้ถูกผลักดันออกจากค่ายผู้หนีภัยบ้านในสอย อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยคนเหล่านี้มีทั้งเด็ก สตรีและผู้สูงอายุ และก่อนหน้านี้ผู้หนีภัยการสู้รบชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาทั้งที่ชายแดนด้านแม่น้ำสาละวิน อ.แม่สะเรียน จ.แม่ฮ่องสอน และผู้หนีภัยด้านริมแม่น้ำเมย อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ทางการไทยเพื่อให้ออกจากดินแดนไทยกลับไปยังถิ่นฐานเดิม ทำให้ผู้หนีภัยการสู้รับบางส่วนต้องเสียชีวิตเนื่องจากในพื้นที่ยังมีการปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดกับการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่สวนทางกัน







