Search

วิกฤติชีวิตชาวเล ตอน 1 : คลี่คลายแล้ว..ความขัดแย้งที่ดิน สุสานปากวีป

6 ปีแล้วที่ชาวมอแกลนบ้านปากวีป อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ต้องต่อสู้เรียกร้องสิทธิ กรณีที่ดินบริเวณสุสานปากวีป ถูกนายทุนและผู้ประกอบการ รุกเข้าใช้พื้นที่ประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยว เพราะตั้งอยู่บริเวณชายหาดที่มีความสวยงาม และที่ดินมีราคาแพง

 

การเข้ามาพัฒนาพื้นที่บริเวณสุสาน ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ของนายทุนและผู้ประกอบการ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับชาวมอแกลน เพราะสุสานปากวีป หนึ่งในสุสานชาวเลหรือชาวมอแกลนย่านอันดามัน เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวบ้านปากวีปให้ความเคารพนับถือ เพราะฝังศพบรรพบุรุษกันมารุ่นต่อรุ่น ยาวนานหลายร้อยปี ตามความเชื่อของชาวเลที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ว่าจะต้องฝังร่างของผู้เสียชีวิต ร่วมกับบรรพบุรุษที่จากไปก่อนแล้ว บริเวณริมชายหาด

 

“มันสำคัญตรงที่ว่า เหมือนสุสานหรือฮวงซุ้ยของคนจีน เหมือนวัดของคนไทย หรือว่าเป็นกุโบของคนอิสลาม เหมือนกัน ที่นี่ความเชื่อของพี่น้อง คือต้องฝังเท่านั้น ตั้งแต่โบราณมาเขาก็ไม่มีการเผา การฝังเขาก็จะฝังรวมเครือญาติของเขาเท่านั้น ไม่มีการไปฝังที่อื่น ไม่มีการไปเผาที่อื่น

 

พอมีธุรกิจการท่องเที่ยวเข้ามา หรือว่ามีผู้ประกอบการเข้ามา เรื่องของขยะ เรื่องของการบุกรุกพื้นที่ อย่างเช่น ไม่มีห้องน้ำก็เข้าไปในนี้ มันเป็นพื้นที่ที่เขาฝังบรรพบุรุษของเขาไว้ เขาก็เลยบอกว่า ขอได้ไหมว่าอย่าทำกิจกรรมเหล่านี้ แต่ด้วยความที่ไม่ได้คุยกันเป็นลักษณะของกฎหมาย เลยไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ เห็นอยู่ว่ามีการพัฒนาพื้นที่เข้าไปเรื่อย ๆ รถจอดบ้าง อะไรพวกนี้ ซึ่งมันจะกลายเป็นเรื่องขัดแย้งทางความเชื่อ เพราะว่าทางพี่น้องเขานับถือมาก พี่น้องมอแกลนเขาไม่ได้นับถือพุทธนะครับ เขานับถือบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้นถ้าทำกิจกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม เขาจะโกรธมาก” ศักดา พรรณ์รังษี กรรมการการมีส่วนร่วม การฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวเล กล่าว

 

ความขัดแย้งที่มีมายาวนานของทั้ง 2 ฝ่าย ล่าสุดเกิดทางออกแล้ว หลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ได้รับเรื่องร้องเรียนของชาวบ้าน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ จัดการวัดอาณาเขตและกั้นขอบเขตพื้นที่สุสานให้ชัดเจน รวมถึงผ่านการตั้งวงเจรจา พูดคุย และตกลงกัน ของทั้งนายทุน ผู้ประกอบการ และชาวบ้าน จนเกิดข้อตกลงที่ลงตัว ให้ทั้งชาวบ้านและการท่องเที่ยว อยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีข้อขัดแย้ง

 

“ไม่ต้องการที่จะขัดแย้งกับผู้ประกอบการด้วย และไม่ต้องการขัดแย้งกับหน่วยงานท้องถิ่นด้วย ใช้วิธีการเปิดเวทีร่วมกัน เพื่อหาทางออกร่วม หากติการ่วม ได้ข้อตกลงว่า จะมีการปักเขตให้ชัดเจน ระหว่างผู้ประกอบการ ถนน ใช้เขตให้ชัดเจนโดยการทำรั้ว ให้เทศบาลสนับสนุนการทำป้าย เพื่อบอกว่าเป็นเขตสุสานชาวเล เป็นสถานที่ที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ ห้ามบุกรุก แผ้วถาง

 

เราคิดว่าทางผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว คงไม่เข้าใจว่าสถานที่นี้มีความสำคัญเรื่องความเชื่อยังไง เรื่องของจิตวิญญาณยังไง แต่ถ้ามีการทำร่วมกันแล้ว มีการทำป้ายภาษาไทย ภาษาอังกฤษให้ชัดเจน นักท่องเที่ยวก็คงเคารพพื้นที่” ศักดา พรรณ์รังษี กรรมการการมีส่วนร่วม การฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวเล กล่าว

 

ผ่านมา 6 ปี วันนี้เกิดข้อตกลงที่มีร่วมกัน ซึ่งเป็นเหมือน “แผน” สำหรับแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อช่วยให้ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ร่วมกันได้แล้ว เหลือเพียงการเดินหน้า ทำตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน เพื่อให้แผน เปลี่ยนเป็นการปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ได้จริง

 

 ขวัญชนก เดชเสน่ห์ ถ่ายภาพ / วรัญญา จันทราทิพย์
สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม GeenNewsTV รายงาน