Search

ธนาคารโลกชี้ประชาชนพม่า 40 % จนลงหลังรัฐประหาร  เผยเศรษฐกิจกำลังทรุดหนัก

ภาพจาก The Irrawaddy

สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมาว่า ทางธนาคารโลกออกมาเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ประชากรพม่า 40 % หรือราว 22 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 55 ล้านคน กำลังจนลงหลังจากรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ความยากจนลงที่เกิดขึ้นในพม่าขณะนี้ไม่ได้ปรากฎให้เห็นในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา โดยประเทศพม่าได้พยายามลดความยากจนของคนในประเทศได้สำเร็จในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เช่นในปี 2560 ดัชนีความยากจนของคนในพม่าเหลือ 24.8 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจาก 32.1 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2558 และ 48.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2548 ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกได้เปิดเผยว่า ความยากจนในพม่าดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเปรียบเทียบกับเมื่อเดือนมีนาคมของปี 2563 มีประชากรประมาณ 40% อาศัยอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนแห่งชาติในปี 2565 ตามคำจำกัดความของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) การอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนในพม่านั้นหมายถึงการมีรายได้ต่ำกว่า 1,590 จั๊ต (0.86 ดอลลาร์)

“ความเหลื่อมล้ำคาดว่าจะเลวร้ายลง โดยที่คนจนอยู่แล้วตกอยู่ในสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม” ธนาคารโลกระบุ

มีรายงานว่า เมื่อปีที่แล้ว การเติบโตของ GDP  ของประเทศพม่าลดลงสู่จุดที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2505 โดยหดตัวลงร้อยละ 18 ตามการประมาณการของธนาคาร โดยด้านธนาคารโลกระบุว่า GDP คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 3 ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนกันยายน พ.ศ. 2565

สถาบันการเงินทั่วโลกระบุว่า นอกเหนือจากการเติบโตที่คาดการณ์อย่างจำกัด และไม่มีการฟื้นตัวที่ชัดเจน GDP ในปี 2565 จะยังคงต่ำกว่าปี 2019 ประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าการดำรงชีวิตและกลไกการเผชิญปัญหาจะยังคงตึงเครียดอย่างรุนแรง

ประกาศของโรงพยาบาลเอกชน “ปิ่นโลง” ในเขตตะโก่งเหนือ เมืองย่างกุ้ง ระบุจะขายยารักษาโรคให้กับผู้ป่วยนอกในอีกสองสัปดาห์เท่านั้น เพื่อเก็บยาไว้ให้เพียงพอกับผู้ป่วยในของโรงพยาบาล

ขณะที่มาเรียม เชอร์แมน ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำพม่า กัมพูชา และลาว กล่าวว่า “สิ่งนี้จะเป็นการทดสอบความยืดหยุ่นของชาวพม่าต่อไป โดยรายได้ของครัวเรือนลดลง และเผชิญกับกลไกต่อต้านความไม่มั่นคงด้านอาหารและความยากจนที่เพิ่มขึ้น ภายใต้ความตึงเครียดท่ามกลางความขัดแย้งภายในอย่างต่อเนื่อง” โดยคาดการณ์ว่าราคาผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น 15% ในปีงบประมาณนี้

ธนาคารโลกยังระบุว่า ในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น การขาดแคลนเงินดอลลาร์และความขัดแย้งภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังเป็นปัญหาท้าทายสำหรับพม่า เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนโยบายเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้เพิ่มความท้าทายให้กับการทำธุรกิจในพม่าเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐประหารปีที่แล้ว เศรษฐกิจของพม่าอยู่ในช่วงขาลง โดยนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ต่างหนีออกนอกประเทศ ส่วนธนาคารในประเทศไม่สามารถเปิดทำการได้ปกติ และอัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นท่ามกลางการปะทะกันทุกวันทั่วประเทศ ระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ระบอบการปกครองของทหารทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงด้วยการกำหนดสกุลเงินต่างประเทศและกฎระเบียบทางการค้า สร้างความหายนะให้กับตลาดนำเข้าและส่งออก และยังเป็นสาเหตุให้เกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิง แม้แต่ในศูนย์กลางการค้าที่สำคัญอย่างเมืองย่างกุ้งและเมืองมัณฑะเลย์

ธนาคารโลกกล่าวว่า สถานการณ์ดุลการชำระเงินของพม่ามีความน่ากังวล โดยปัญหาการขาดแคลนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้จำกัดความพร้อมของผลิตภัณฑ์นำเข้าหลายรายการ รวมถึงเชื้อเพลิง ระดับความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ คาดว่าจะส่งผลให้เกิดการจำกัดกิจกรรมการผลิตอีกด้วย

สำนักข่าว Chindwin News Agency รายงานว่า โรงพยาบาลบางแห่ง เช่น โรงพยาบาลเอกชน “ปิ่นโลง” ในเขตตะโก่งเหนือ เมืองย่างกุ้ง ได้ออกมาประกาศว่า จะขายยารักษาโรคให้กับผู้ป่วยนอกในอีกสองสัปดาห์เท่านั้น เพื่อเก็บยาไว้ให้เพียงพอกับผู้ป่วยในของโรงพยาบาล โดยด้านสื่อพม่าชี้ว่าอาจจะเป็นสถานการณ์ที่บ่งชี้ว่า ประเทศพม่ากำลังล่มสลายหรือไม่