
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 8 สิงหาคม 2665 จะครบ 34 ปี เหตุการณ์ที่ประชาชนและพระสงฆ์ในประเทศพม่านับแสนคนลุกขึ้นประท้วงรัฐบาลทหารพม่า โดยมีนักศึกษาเป็นแกนนำ หรือที่รู้จักกันดีและเรียกสั้นๆว่าเหตุการณ์ 8888 (วันที่ 8 เดือน 8 คศ.1988) ซึ่งได้เกิดการนองเลือดและมีผู้เสียชีวิตนับพันคนจากการปราบปรามของทหารพม่า โดยในหลายพื้นที่ในประเทศไทยจะมีการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น กลุ่มนักกิจกรรมในเชียงใหม่ได้จัดงานรำลึกประวัติศาสตร์ขึ้นที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ เวลา 17.00-19.00 น. กลุ่มภาคีเพื่ออิสรภาพแห่งพม่าจัดเสวนาทางระบบซูม และถ่ายทอดสดทางเฟสบุค เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ประชาธิปไตยในพม่า เวลา 20.00 น.
รศ.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ และรองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในวันที่ 8 สิงหาคม สถาบันเอเชียศึกษาร่วมกับเสมสิขาลัย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่าและสำนักข่าวชายขอบ จัดเสวนาออนไลน์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละที่ล่วงลับ 8888 ซึ่งการจัดงานในปีนี้มีความสำคัญเพราะมีนัยสำคัญเนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าเพิ่งสั่งประหารแกนนำที่ออกมาคัดค้านการทำรัฐประหารในพม่า ซึ่งบางคนคืออดีตนักศึกษารุ่น 8888

รศ.นฤมลกล่าวว่า ในส่วนของสังคมไทย ภาคประชาสังคมมักรับรู้สถานการณ์ในพม่าได้ดีกว่ารัฐบาล ขณะที่นานาชาติก็รู้สึกถึงเรื่องการแขวนคอประหารชีวิต ทำให้อาเซียนออกแถลงการณ์ที่ค่อนข้างแรง แต่กลับยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจากรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตามการประหารชีวิตผู้ที่ไม่เห็นด้วยครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่อาเซียนเองก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก เราหวัวว่ารัฐบาบไทยจะมีนโยบายที่ดีออกมา ที่สำคัญรัฐบาลไทยควรมีแถลงการณ์ถึงรัฐบาลบพม่าออกมาเช่นกัน
“รัฐบาลต้องเตรียมรับมือให้ดี เพราะครั้งนี้มีผู้ที่เข้ามาในไทยจำนวนมาก ไม่แน่ใจว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติได้จัดเตรียมแผนไว้หรือยัง ทั้งผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หนีภัยการเมือง แรงงานข้ามชาติ บางทีอาจต้องดูตัวอย่างจากผู้หนีภัยในยูเครนว่ารัฐบาลประเทศโดยรอบเขาจัดการกันอย่างไร คุณไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงการเมืองก็ได้ แต่เรื่องมนุษยธรรมควรช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่ให้อาหารแล้วรีบผลักดันเขากลับแล้วมาบอกว่าได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแล้ว รัฐบาลไทยควรเปลี่ยนแปลงท่าทีในเรื่องนี้” รศ.นฤมล กล่าว

ด้านนายอองซอ (นามสมมุติ) อดีตนักศึกษา 8888 กล่าวว่า การจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 8888 ในปีนี้มีความตื่นตัวกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากสถานการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่ามีความเข้มข้นมาก แตกต่างจากเมื่อ 34 ปีก่อน เพราะครั้งนั้นบริเวณชายแดนไม่ได้มีการสู้รบหรือการประหัตประหารจากเผด็จการทหารพม่า แต่ครั้งนี้ประชาชนทุกสาขาอาชีพในพม่าตั้งแต่ในกรุงย่างกุ้งจนถึงชายแดนต่างลุกขึ้นมาต่อสู้กับทหารพม่า
“ตอนปี 1988 เผด็จการทหารพม่ายังคุมได้หมด แต่ครั้งนี้เขาคุมไม่ได้ แม้แต่ผู้สื่อข่าวก็ต้องหนีออกมานอกประเทศเพราะทหารพม่าคุมไม่ได้ เราอยากเรียกร้องให้นานาชาติช่วยกันสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าครั้งนี้ และอยากให้ชาวพม่าทุกคนลุกขึ้นสู้จนกว่าจะได้ประชาธิปไตยและสันติภาพกลับคืนมา” นายอองซอ กล่าว