Search

ทัพตั้ตมะด่อว์ต้อนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เป็น BGF ใช้บินรบโจมตีหนัก KNU หวังยึดคืนถนนยุทธศาสตร์

กองทัพพม่าโจมตีหนักทางอากาศในพื้นที่วาเล่ย์ ทางเหนือเมืองเมียวดี หวังบี้กลุ่มนักรบกะเหรี่ยงงูเห่า ด้านผู้นำกองทัพพม่าประกาศ กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ลงนามหยุดยิง จะต้องอยู่ภายใต้กองทัพพม่าและเป็น BGF

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า กองทัพพม่าโจมตีทางอากาศอย่างหนักต่อหน่วยรบพิเศษงูเห่า (Cobra Column) และนักรบจากกลุ่มต่อต้านกลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบนทางหลวงที่เชื่อมระหว่างวาเล่ย์ และเมืองเมียวดี ซึ่งตั้ง อยู่ทางเหนือของเมืองเมียวดี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของหน่วยรบพิเศษงูเห่าระบุว่า ทางกองทัพพม่าใช้เครื่องบินรบ 7 ลำ รวมถึงเครื่องบิน Yak-130 อาวุธหนักและระเบิดลูกปรายโจมตีทหารกะเหรี่ยง โดยการปะทะกันครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังกองทัพพม่าพยายามยึดคืนพื้นที่นี้ ซึ่งถูกหน่วยรบพิเศษงูเห่ายึดได้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งความต้องการยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญนี้เพื่อใช้ถนนเส้นนี้เสริมกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ Ukayit Hta เพื่อยึดคืนจุดยุทธศาสตร์สำคัญอื่นๆที่ถูกฝ่ายต่อต้านยึดไปเมื่อหลายเดือนก่อน

ทั้งนี้การปะทะกันเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารฝ่ายต่อต้านเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บนับ 7 ราย ขณะที่การสู้รบบนทางหลวงเส้นนี้เกิดขึ้นนับแรมเดือน แต่ทางกองทัพพม่ายังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ได้ แม้จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างหนัก แต่หน่วยรบพิเศษงูเห่า (Cobra Column)ซึ่งนำโดย ร้อยโทดาร์บอว์ จากกองพลที่ 6 ของ KNU สามารถต้านทานไว้ได้

ด้านสำนักข่าวไทใหญ่ SHAN รายงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมาว่า พลเอกมินอ่องหลาย ผู้นำกองทัพพม่าได้ประกาศว่า หากกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ใดที่ลงนามหยุดยิง และยังต้องการจับอาวุธต่อไป จะต้องอยู่ภายใต้กองทัพพม่าเท่านั้น และกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้จะต้องเปลี่ยนเป็นกองกำลังรักษาชายแดน หรือ Border Guard Force (BGF)

 นายอูตานโซ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองพม่าให้สัมภาษณ์ว่า วิธีการที่กองทัพพม่าทำอยู่ขณะนี้จะไม่สามารถสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว เช่นเดียวกัน ตัวเขาไม่เชื่อว่า กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เองจะยอมวางอาวุธให้กับกองทัพพม่าและคงไม่ยอมทำตามสิ่งที่กองทัพพม่าต้องการ

นายอูตานโซกล่าวว่า หากกลุ่มติดอาวุธไม่ต้องการวางอาวุธอยู่ภายใต้กองทัพพม่า ขณะเดียวกันหากกองทัพพม่ากดดันกลุ่มเหล่านี้ ย่อมจะทำให้เกิดวิกฤติความขัดแย้งทางทหารมากขึ้น และกองทัพพม่าเคยใช้วิธีการนี้มาแล้วในอดีตแต่ไม่ประสบความสำเร็จ และหากจะยังใช้วิธีการนี้อีก 10 ครั้ง การสร้างสันติภาพในพม่าก็คงไม่มีทางคืบหน้าได้

ทางด้านโฆษกของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉานเหนือ (SSPP/SSA) กล่าวว่าท่าทีของฝ่ายกองทัพพม่าล่าสุดเป็นการข้ามขั้นตอนการสร้างสันติภาพ ทั้งที่จริงควรจะแก้ปัญหาการเมืองก่อนที่จะแก้ปัญหาทางทหาร การให้กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆอยู่ภายใต้กองทัพพม่าในฐานะ BFG เป็นสิ่งที่ทางกองทัพตั้ตมะด่อว์ต้องการ แต่ทางกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์จะยอมรับหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องดำเนินอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้พลเอกมินอ่องหลายยังอ้างว่า อยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้นจึงเรียกพูดคุยเจรจากับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆ และพยายามดำเนินการที่จะทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งยังอ้างว่า หากมีการจัดตั้งรัฐสภาขึ้น จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ตามที่ได้ตกลงไว้กับกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา พลเอกมินอ่องหลายและคณะได้พบกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์หลายกลุ่ม เช่น สหภาพประชาธิปไตยลาหู่ (LDU) องค์กรแห่งชาติปะโอ (PNLO) และพรรคปลดปล่อยอาระกัน (ALP)

#WhatsHappenninginMyanmar