
สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมาว่า กองทัพสหรัฐว้า หรือกองทัพว้า UWSA ได้โยกย้ายปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกองทัพ โดยได้เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูงมากขึ้น
ทั้งนี้กองทัพว้ามีกำลังพลราว 30,000 นาย ถือเป็นกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธที่เข้มแข็งที่สุดในบรรดากลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในพม่า โดยกองทัพว้าปกครองในเขตปกครองพิเศษที่ 2 หรือเขตปกครองตนเองว้า กินพื้นที่ทั้งในภาคเหนือติดชายแดนจีน และทางภาคใต้-ตะวันออกของรัฐฉาน ซึ่งมีชายแดนติดกับไทย
สื่อพม่ารายงานว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสจำนวน 14 คน ซึ่งดำรงตำแหน่งทั้งในกองทัพว้า และพรรคสหรัฐว้า (United Wa State Party – UWSP) ได้ก้าวลงจากตำแหน่ง และมีการแต่งตั้งคนรุ่นใหม่ซึ่งมีอายุระหว่าง 40 – 50 ปีเข้ามาแทน
รายงานข่าวระบุว่า เป้าอ้ายคำ บุตรชายของเป้าหยั่วเสียง ผู้นำกองทัพว้าที่ครองตำแหน่งมายาวนานได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นเลขาธิการทั่วไปกองทัพว้าแทนที่ลุงของเขา ขณะที่เป้าอ้ายชาน หลานชายของเป้าหยั่วเสียงอีกคนหนึ่ง ถูกเลื่อนขั้นให้เป็นรองผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพว้า คู่กับ Zhao Zhongtang ซึ่งก็ดำรงตำแหน่งเดียวกัน อย่างไรก็ตามทั้งเป้าหยั่วเสียงและ Zhao Zhongtang ต่างก็มีอายุ 70 ปี ทั้งนี้ตำแหน่งสูงสุดของกองทัพว้าก็คือตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด ซึ่งก็คือนายเป้าหยั่วเสียง
นอกจากนี้ มีรายงานว่า Zhao Ai Nap Lai บุตรชายของคนที่เคยเป็นเลขาธิการทั่วไปคนแรกของกองทัพว้า ก็ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการบริหารของกองทัพว้า เช่นเดียวกันพี่ชายของเป้าหยั่วเสียงได้ก้าวลงจากตำแหน่งรองเลขาธิการของกองทัพว้า
ผู้นำคนรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญในกองทัพว้านั้น มีการศึกษาดี มีประสบการณ์ทางทหารและการบริหาร และสามารถสื่อสารภาษาพม่าและภาษาจีนกลางได้เป็นอย่างดี ซึ่งต่างกับผู้นำคนก่อนๆของว้าที่สามารถพูดได้แต่ภาษาจีน เพราะเขตปกครองของว้านั้นติดกับชายแดนของประเทศจีน
ผู้สังเกตการณ์การเมืองพม่าเปิดเผยว่า คณะผู้นำอาวุโสในกองทัพว้าได้ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งก็เพื่อปูทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามารับตำแหน่งผู้นำ กองทัพสหรัฐว้าและพรรคสหรัฐว้า ซึ่งเป็นพรรคการเมืองว้า ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน ปี 2532 และต่อมาได้ลงนามหยุดยิงกับกองทัพพม่า ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาเป้าหยั่วเสียงและผู้นำคนอื่นๆของว้าได้ดำรงตำแหน่งผู้นำในกองทัพว้า กองทัพว้าได้กลายเป็นกองกำลังชาติพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด เขตปกครองตนเองว้านั้นมีเมืองหลวงชื่อป๋างซาง หรือป๋างคำ หรือที่รู้จักกันว่า เขตปกครองว้าทางเหนือ
ในปี 2533 กองทัพว้าได้ขยายอาณาเขตลงมายังทางใต้ของรัฐฉาน รวมถึงในเมืองสาด ซึ่งมีชายแดนติดกับไทย ในพื้นที่นี้มีประชากรว้าราว 80,000 – 100,000 คนได้อพยพมาอาศัยในพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาในเขตปกครองของว้าทางใต้ของรัฐฉาน รู้จักกันในชื่อ เขตทหาร 171 คาดว่ามีกำลังพลว้าอยู่ในพื้นที่ราว 9,000 นาย อย่างไรก็ตามตามรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่กองทัพพม่าร่างขึ้นยังไม่ได้ยอมรับเขตปกครองทางใต้รัฐฉานเป็นส่วนหนึ่งของเขตปกครองตนเองว้าทางเหนือ ขณะที่กองทัพว้าพยายามให้เขตพื้นที่ควบคุมทางใต้รวมกับเขตพื้นที่ควบคุมทางเหนือ และเรียกร้องก่อตั้งเป็นรัฐว้า (Wa State) ขึ้น
นักวิเคราะห์การเมืองพม่ามองว่า แม้จะมีผู้นำคนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งในกองทัพว้า แต่เชื่อว่า นโยบายของว้าจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เนื่องจากตำแหน่งสำคัญๆ อย่างตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด ตำแหน่งผู้บัญชาการเขตทหาร 171 ยังคงเป็นของผู้นำอาวุโสคนเก่า อย่างไรก็ตาม จากนี้มองว่า บางสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงคือท่าทีของกองทัพว้ากับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์อื่นๆ ทั้งนี้ รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าชุดปัจจุบันเห็นชอบตามข้อเรียกร้องของกองทัพว้าให้ยกระดับเขตปกครองว้าเป็น “รัฐที่ปกครองตนเอง”
ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กองทัพว้าได้ประกาศหลังพบกับ พล.อ.มินอ่องหลายว่า ปัญหาวิกฤติการเมืองในพม่าตอนนี้เป็นปัญหาภายในของชาวพม่า ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และทางว้าจะไม่ยืนอยู่ข้างใคร เพราะไม่ต้องการมีส่วนร่วมให้เกิดวิกฤติมากขึ้น และว้ายืนยันจะไม่แยกตัวออกจากพม่า แต่ต้องการปกครองบริหารตนเองอย่างอิสระ ยกเว้นในด้านการป้องกันประเทศและด้านการทูต ขณะที่กองทัพพม่าเองกลัวว่า ว้าจะเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านเหมือนกลุ่มติดอาวุธคะฉิ่นและกะเหรี่ยง
——-