Search

กราบไว้ที่ใจเธอ

เรื่องโดย หมอกเต่หว่า

“ฉันไม่กลัวตาย หากถูกฆ่าตายในทันทีทันใด แต่กลัวถูกจับและทรมานจนตายมากกว่า” หญิงสาวพูดขึ้น เมื่อเราเริ่มสนทนาเรื่องราวชีวิตของเธอในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

ผิ่ว ผิ่ว หญิงสาววัย 20 ต้นๆ จากเมืองเล็กๆทางใต้ของรัฐฉาน ที่ชะตาชีวิตของเธอพลิกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ นับตั้งแต่กองทัพพม่ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2564

“วันที่ 22 เดือนกุมภาพันธ์ 2564 วันที่ประชาชนทั่วพม่าออกมาประท้วง หลังกองทัพพม่ารัฐประหาร เป็นวันที่ฉันไม่อาจลืมได้ในชีวิต เพราะคนในพม่าสูญเสียสิทธิ ความสุข สูญเสียบ้าน เด็กๆเป็นจำนวนมากต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา คนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากจึงตัดสินใจเข้าป่าเพื่อต่อสู้กับเผด็จการ และฉันก็เป็นหนึ่งในคนพวกนั้น” ผิ่ว ผิ่ว นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยแห่งนึ่งในเมืองตองจี บอกเล่าเรื่องราวของเธอ

สั่นด่า บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยในเมืองตองจีก็เช่นเดียวกัน เขาเป็นอีกคนที่ตัดสินใจเข้าป่าพร้อมกับผิ่ว ผิ่ว ทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนรักกัน แม้จะต่างเชื้อชาติพันธุ์ แต่มีอุดมการณ์เหมือนกัน นั้นคือต้องการเป็นทหารในกองทัพเพื่อประชาชน (PDF)

“หลังสอบเสร็จ ฉันไปค้างที่บ้านเพื่อน รอจนถึงเวลาตี 3 ช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังหลับใหล พวกเราจึงเริ่มออกเดินทาง ระหว่างเดินทางเราไม่กล้าซื้ออาหารเยอะ เพราะกลัวเงินไม่พอสำหรับค่าเดินทาง เมื่อคนถามฉันว่ากำลังจะเดินทางไปไหน ฉันมักจะบอกพวกเขาว่า เรากำลังจะเดินทางไปเมืองหลวงย่างกุ้ง แต่ที่จริงแล้ว เรากำลังมุ่งหน้าไปทางเหนือ” ผิ่ว ผิ่ว เล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้น

“มันเป็นวันแรกของเดือนพฤษภาคม ฉันนั่งกังวลอยู่ในรถ ฉันกังวลไปหมด ถ้าเจ้าหน้าที่ตามด่านถามว่า เรากำลังจะไปไหน แล้วพวกเราจะตอบอย่างไร แต่การเดินทางเป็นไปด้วยดี ฉันมองเห็นต้นปาล์ม ทำให้ฉันแน่ใจว่า เรามาถึงมัณฑะเลย์แล้ว” สั่นด่ากล่าวบ้าง

เมื่อเดินทางถึงมัณฑะเลย์ ทั้ง 2 คนเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางทันทีในเย็นวันนั้น จากเขตเมือง รถค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่ป่าดิบชื้น

“ครั้งนี้เราเปลี่ยนจากเดินทางโดยรถยนต์เป็นรถมอเตอร์ไซค์ ถนนเริ่มขรุขระลำบากมากขึ้น นั่งรถอยู่หลายชั่วโมง เราเหนื่อยกันมาก แต่ต้นไม้ตามข้างทางที่เขียวขจีและแม่น้ำที่ใสแจ๋ว ทำให้เราหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ในที่สุดฉันก็ทำความฝันได้สำเร็จ นั่นคือการมาร่วมกองทัพ PDF ในรัฐคะฉิ่น” 2 สาวเล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้นด้วยใบหน้าตื่นเต้น

ครั้งแรกที่เดินทางไปถึงค่ายฝึกทหารในรัฐคะฉิ่น ทั้ง 2 คนเห็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังยุ่งอยู่กับภารกิจของตัวเอง บางคนกำลังขะมักเขม้นทำอาหาร บางคนกำลังตัดไม้ไผ่มาสร้างที่พัก คนหนุ่มสาวหลายร้อยคนเหล่านี้มาจากทั่วสารทิศในพม่า แม้มาจากคนละที่แต่ ผิ่ว ผิ่ว และสั่นด่าก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

 “ปี้ด ปี้ด” เสียงนกหวีดของครูฝึกดังขึ้นในเช้ามืด ไม่นานทุกคนต่างงัวเงียขึ้นมาล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เตรียมพร้อมสำหรับการฝึก

ผิ่ว ผิ่ว เล่าว่า วันแรกที่เธอเริ่มเข้ารับการฝึกการรบเป็นวันที่ 13 เดือนพฤษภาคม 2564

“พวกคุณมาทำอะไรที่นี่!” เสียงครูฝึกตะโกนถาม

“เรามาเข้ารับการฝึก” เสียงทหารใหม่ทั้งหญิงและชายตะโกนกลับไปพร้อมเพรียง

“เพื่ออะไร!” เสียงครูฝึกดังขึ้นอีกครั้ง

“เพื่อเข้าสู่สนามรบ!” เสียงตะโกนตอบกลับไปของทหารใหม่อีกครั้ง

การฝึกหนักผ่านไปวันแล้ววันเล่า ผิ่ว ผิ่ว และสั่นด่า รวมถึงทหารหญิงคนอื่นๆได้รับการฝึกเฉกเช่นเดียวกับทหารชาย ถึงแม้การฝึกจะเป็นไปด้วยความยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยท่ามกลางอากาศที่เลวร้าย และถึงแม้จะคิดถึงครอบครัวมากแค่ไหน แต่ต้องอดทน เพราะมีภารกิจอันยิ่งใหญ่นั่นคือ ต้องการเห็นกองทัพพม่าถูกถอนรากถอนโคนออกไป ถึงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเองก็ตาม

“มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดแห่งปี เวลาที่ฉันจับปืน ฉันไม่ได้รู้สึกกลัวแม้แต้น้อย ตรงกันข้าม ฉันรู้สึกฮึกเหิม กล้าหาญอย่างบอกไม่ถูก แต่เราต้องระวังตัวอย่างมาก เพื่อไม่ให้ศัตรูจับตัว” สั่นด่า กล่าว

“เราถือปืนและแบกสัมภาระบนหลังหลายกิโล และเดินลาดตระเวนในป่าหรือเฝ้ายามติดต่อกันนานหลายชั่วโมงต่อวัน บางครั้งนานถึง 7 ชั่วโมง มันน่าทึ่ง ที่เด็กสาวบางคน ตอนอยู่ที่บ้านกับครอบครัว ไม่เคยแม้แต่เข้าครัวหุงข้าว แต่พอมาอยู่ที่นี่พวกเขาก็ต้องทำทุกอย่าง และทำได้ดีด้วย พลังที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มันทำให้คนหนุ่มสาวของประเทศเรากลายเป็นคนน่าทึ่งจริงๆ” ผิ่ว ผิ่ว กล่าวสำทับด้วยรอยยิ้มกว้าง

ทั้ง 2 สาวยังเล่าว่า ชีวิตของการเป็นทหาร PDF นั้นยากลำบาก ต้องกินน้ำจากลำธาร และบางครั้งอาหารขาดแคลน ไม่มีแม้แต่เกลือสำหรับปรุงอาหาร แม้อาหารจะรสชาติเป็นอย่างไร แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอ แต่ไข้มาเลเรียกลับกลายเป็นอุปสรรคเสียมากกว่า เพราะทหารราว 30 เปอร์เซ็นต์ต่างป่วยด้วยโรคนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งคนหนุ่มสาวจากทั่วพม่า เพราะในแต่ละวัน ยังคงมีคนหนุ่มสาวนับร้อยๆทยอยมาสมทบกับกองทัพ PDF  เมื่อการฝึกเสร็จสิ้นลง คนหนุ่มสาวเหล่านี้ถูกส่งไปรบแนวหน้า คนแล้วคนเล่า ถูกส่งไปสนามรบ เหลือเพียงผิ่ว ผิ่ว สั่นด่า และคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงอยู่แนวหลัง

“ช่วงเวลาที่ต้องจากกัน ฉันบอกลาเพื่อนสหายของฉัน มันเป็นการบอกลาที่มีความสุขนะ เพราะพวกเขาไปทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เพื่อประเทศชาติและประชาชน”

ถึงแม้ ผิ่ว ผิ่วและสั่นด่า ยังไม่ได้ถูกส่งไปยังแนวหน้า แต่ค่ายทหารที่เธออยู่ก็ไม่ได้ต่างจากพื้นที่สมรภูมิรบมากนัก เพราะวันดีคืนดี กองทัพพม่าจะเข้ามาโจมตีทิ้งระเบิด

“ทุกครั้งที่พวกเขามาทิ้งระเบิด พวกเรารีบวิ่งไปที่หลุมหลบภัย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่เรากำลังอาบน้ำที่แม่น้ำ พวกเขาทิ้งระเบิด ทุกคนต่างหนีเอาชีวิตรอด ไม่ทันจะหยิบเสื้อผ้าสวมใส่ มันเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้น น่ากลัวไปพร้อมๆกัน แต่ถึงเจอเหตุแบบนั้น ฉันก็ยังอยากไปแนวหน้าสักครั้ง” สั่นด่า กล่าว แล้วความฝันของเธอกับเพื่อนก็เป็นจริง หลังจากรบเร้าผู้บังคับบัญชาอยู่นาน โดยบอกกับผู้บัญชาการของเธอว่า หากไม่ยอมให้พวกเธอไปแนวหน้า พวกเธอก็จะเดินทางกลับบ้าน เพราะรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์

ผิ่ว ผิ่ว และสั่นด่า รวมถึงเพื่อนอีกหลายคนได้รับมอบหมายให้ไปทำภารกิจส่งอาหารให้ทหารแนวหน้า

“เราเดินทางโดยเรือ ผ่านภูเขาบ้าง บางครั้งฉันเห็นกระท่อมเล็กๆตามริมฝั่งแม่น้ำ บางครั้งเห็นชาวบ้านกำลังขุดจิ้งหรีด เราใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงกว่าจะเดินทางถึงเขตสู้รบแนวหน้า เพราะในเขตนี้ใกล้กับแม่น้ำ ทำให้เราได้กินปลาสดๆ” ผิ่ว ผิ่วเล่าย้อนด้วยแววตาเป็นประกาย

ทั้ง 2 ร่วมต่อสู้อยู่ในป่าเป็นเวลา 1 ปี แต่สถานการณ์ในพม่าดูเหมือนจะยืดเยื้อไม่จบลงง่ายๆ วันแล้ววันเล่าการสู้รบยังคงดำเนินไป

“เมื่อคริสต์มาสปีที่แล้ว ฉันเคยอธิฐานให้เกิดสันติภาพโดยเร็ววัน แต่มันก็ยังไม่เกิดขึ้น ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกวี่วัน วันก่อนทหารพม่าทิ้งระเบิดที่วัดแห่งหนึ่ง ทำให้มีเด็กเสียชีวิต” สั่นด่า เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองปาย ชายแดนรัฐฉานและคะเรนนี พื้นที่นี้มีการสู้รบอย่างดุเดือด และมีเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับผิ่ว ผิ่ว และสั่นด่า ทำให้ทั้งสองตัดสินใจออกจากป่าในที่สุด และชีวิตพลิกผันอีกครั้ง เมื่อตัดสินใจเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย

 “ฉันไม่สามารถที่จะกลับไปที่หมู่บ้าน หรือเมืองของฉันได้ เพราะมีตำรวจบางคน เขารู้ว่าฉันไปเป็นทหาร PDF หากกลับไปที่นั้นมันเสี่ยงเกินไป ฉันจึงตัดสินใจมาประเทศไทย แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัดสินใจผิดที่มาที่นี่ การต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ก็ไม่ต่างจากนักโทษและมันทำให้ฉันไม่มีความสุข ฉันอยากกลับไปเข้าป่าจับปืนอีกครั้ง หากที่ที่ฉันจากมา ให้ความเท่าเทียมกับผู้หญิง” สั่นด่า กล่าว

“ตอนอยู่ในป่า เราไม่ต้องคิดเรื่องเงินทอง คิดแต่เรื่องการต่อสู้เท่านั้น แต่ตอนนี้ฉันต้องดิ้นรนอย่างมากในการมีชีวิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ฉันอยากกลับบ้าน คิดถึงครอบครัว คิดถึงน้องๆ ของฉัน” ผิ่ว ผิ่ว กล่าวด้วยแววตาเศร้า

บทสนทนาเรามาถึงตอนท้าย เมื่อถามถึงการต่อสู้ครั้งนี้ประชาชนในพม่าจะชนะหรือไม่ ผิ่ว ผิ่ว และสั่นด่า ต่างตอบด้วยเสียงหนักแน่นว่า ไม่ช้าก็เร็วกองทัพพม่าจะต้องแพ้ และเธอเห็นว่า มีเพียงการจับปืนต่อสู้กับกองทัพพม่าเท่านั้น ที่จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้กองทัพพม่าซึ่งปกครองประเทศเป็นเวลา 70 ปี ลงจากอำนาจ

“เมื่อฉันนึกถึงว่า คนรุ่นใหม่ต้องสูญเสียโอกาสอะไรบ้าง เช่น โอกาสทางการศึกษาจากการกระทำของกองทัพพม่า ฉันแปรเปลี่ยนความสิ้นหวังของประเทศนี้ให้เป็นพลัง ฉันจะร่วมต่อสู้กับคนในพม่าต่อไป และจะไม่มีวันหยุด” สั่นด่า กล่าวทิ้งท้าย