Search

ทัพพม่าส่งเครื่องบินโจมตี KNU หนักหน่วงบางวันถึง 15 รอบ-ประชิดแดนไทยด้าน จ.ตาก คาดหลังฤดูฝนยิ่งรุนแรง เผยมีชาวกะเหรี่ยงพลัดถิ่นกว่า 3.5 แสนคน โฆษก KNU ระบุทหารพม่าเลือดกำลังเข้าตา

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565 นาย ซอ ตอ นี ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษก สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง Karen National Union (KNU) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชายขอบว่า ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ กองทัพพม่าได้ส่งเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์โจมตีพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง บริเวณเขตกอกะเร็ก ตรงข้าม อ.แม่สอด และพื้นที่กวี เล เติงซึ่งอยู่ตรงข้าม อ.อุ้มผาง จ.ตาก อย่างต่อเนื่อง โดยบางวันเข้ามาโจมตีถี่ถึง 15 รอบ ซึ่งเห็นชัดเจนว่ากองทัพพม่ามีการโจมตีอย่างหนักเพื่อทำให้ชาวบ้านและ KNU ในพื้นที่หมดแรงใจ แต่ทุกคนต่างก็เห็นว่าเครื่องบินพม่าโจมตีเป้าหมายไม่ได้ และเมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ KNU สามารถยึดฐานที่มั่นและจับทหารพม่าได้ 40 นาย ในเขตกองพล 6 ใกล้บ้านจอท่า (Kyaw Hta) หรือในภาษาพม่าเรียกว่าอะซิน 

โฆษก KNUกล่าวว่า ปัจจุบันในรัฐกะเหรี่ยงมีชาวบ้านต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นรวมแล้วกว่า 350,000 คน โดยกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เช่น เขตดูปลายา ราว 80,000 คน เขตยองเลบินอีก 80,000 คน เมื่อมีการสู้รบ พม่าส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ทุกคนต่างก็พยายามหนีและซ่อนตัวเพื่อเอาชีวิตรอด ที่เป็นปัญหามากเรื่องการส่งข้าวของความช่วยเหลือฉุกเฉินโดยเฉพาะอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์เป็นไปได้ยากมากเพราะประชาชนต้องหนีอยู่ในป่า หรือที่ซ่อนอยู่รอบๆ หมู่บ้าน 

“ไหนจะสัตย์เลี้ยง หมู วัว ควาย วุ่ยวายกันอย่างหนัก การส่งความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ปัจจุบันสามารถช่วยได้แค่ไม่เกิน 80,000 คน ผู้พลัดถิ่นที่เหลือที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือก็ต้องดิ้นรนกันเอง”นายซอ ตอ นี กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมบริเวณชายแดนไทยจึงตกเป็นเป้าหมาย โฆษก KNU กล่าวว่าเพราะมีประชาชนอาศัยอยู่เยอะ และเป็นเขตของ KNU เราก็พยายามยึดหลักและการปฏิบัติตามหลักสากล แต่เห็นชัดเจนว่ากองทัพพม่าพยายามที่จะยึดพื้นที่ให้ได้ เมื่อเราต้องออกมาปกป้องพื้นที่ของเราเอง กองทัพพม่าก็ยิ่งโกรธ ทำให้เวลานี้ประชาชนต้องหนีมาอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ใกล้บริเวณชายแดน จ.ตาก เราก็พยายามทำพื้นที่ให้ผู้พลัดถิ่นมาอาศัยและรับความช่วยเหลือซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 7 ค่าย โดยเฉพาะแถวเลเกก่อ ตรงข้าม อ.แม่สอด และ อ.พบพระ

“กองทัพพม่าส่งเครื่องบินรบไปทุกที่ที่มีประชาชนต่อต้านเผด็จการ เขาพยายามโจมตี ทั้งในเขตของชาวพม่าเอง เช่น เขตสะกาย แม้แต่โรงเรียนที่มีเด็กๆ ก็ไม่เว้น วันก่อนก็ส่งเครื่องบินไปถล่มในงานที่รัฐคะฉิ่น เขาไม่สนใจหลักมนุษยธรรมใดๆ แล้ว เลือดเข้าตาแล้ว เรื่องนี้ไม่มีใครรับได้ กองทัพพม่าไม่ใช่แค่มุ่งโจมตีรัฐกะเหรี่ยง แต่เผด็จการทหารพม่ากระทำโหดร้ายกับประชาชนทั้งประเทศ ประเมินได้ยากมาก เราไม่รู้ว่าการสูญเสียของประชาชนที่แท้จริงมีมากแค่ไหน เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแม้กระทั่งกับชาวพม่าด้วยกันเองซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในอดีต เผด็จการทหารพม่าเขาโจมตีประชาชนโดยตรง เขาแค่จะเอาแค่รักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้”โฆษก KNU กล่าว 

เมื่อถามอีกว่าหลังฤดูฝนนี้ คาดว่ากองทัพพม่าจะโจมตีพื้นที่ KNU หนักหน่วงแค่ไหน นาย ซอ ตอ นี กล่าวว่า เราก็กังวลเรื่องการโจมตี เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่ากองทัพพม่าไม่ฟังใครทั้งสิ้น เขาจะจะรักษาอำนาจสูงสุดไว้ก็เท่านั้น ใครที่ต่อต้านเผด็จการก็ทำลายทั้งหมด นี่เป็นวิกฤติของพม่าทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะชนชาติพันธุ์ โดยทางตอนเหนือของประเทศกองทัพพม่าได้ส่งเครื่องบินไปโจมตีประชาชนชาวคะฉิ่นอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั้งนักร้องในงานก็ยังเสียชีวิตจากจากโจมตี ทางตะวันตกก็โดนโจมตีตลอด และจะมากขึ้นทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ชายแดนไทย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เจ้ายอดศึก ผู้นำสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉานใต้ (RCSS/SSA) 

ได้เรียกร้องให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์เจรจากับกองทัพพม่า โฆษก KNU กล่าวว่า สำหรับเราชัดเจนแล้วว่า การเจรจา กระบวนการสันติภาพ ที่เราเข้าร่วมเป็นเวลาหลายปีไม่ช่วยอะไรทั้งสิ้น เผด็จการทหารพม่าไม่เปลี่ยนความคิด มีแค่ผู้บ้าอำนาจไม่กี่คนที่กุมอำนาจสูงสุดไว้ ซึ่งKNU เข้าร่วมกระบวนการ ทั้งเจรจา ทั้งประชุม เข้าร่วม Peace Process มาหลายปี แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินของเราและประเทศพม่า 

นายซอ ตอ นี กล่าวว่า หากจะมีการเจรจาต้องมีเงื่อนไขคือ กองทัพมพม่าต้องถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ และเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ เพื่อเดินไปสู่การจัดตั้งสหพันธรัฐประชาธิปไตยโดยมีรัฐธรรมนูญใหม่ร่วมกันสำหรับพม่า และท้ายสุดการเมืองพม่าหากจะเปลี่ยนแปลงต้องเป็นกระบวนการที่มีนานาชาติเข้าร่วมอย่างใกล้ชิ เพื่อเข้ามาดูแล จัดการเจรจา เข้าสังเหตุการณ์ และให้การสนับสนุน เพราะหากไม่มีนานาชาติเข้าร่วม ก็คงเดินหน้าไปไม่ได้กับการเจรจาใดๆ  ทั้งสิ้น

เมื่อถามอีกว่ากำลังจะมีผู้นำนานาชาติเข้าร่วมประชุมเอเปคในประเทศ อยากบอกอะไรกับผู้นำเหล่านี้ “เราขอให้มองเห็นว่าการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมกับวิกฤตในเวลานี้ส่งผ่านประเทศพม่าไม่ได้ เราเห็นชัดเจนแล้ว นานาชาติต้องเข้ามาแทรกแซงและช่วยประชาชน เพราะพลเอกมินอ่องลายไม่มีทางปล่อยมือ เราเห็นชัดๆ แล้วเขาไม่สนใจอะไรใดๆ แล้ว

————