
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 สำนักข่าว Chindwin News ได้เผยแพร่ภาพประชาชนในกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อทำหนังสือเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากสภาพการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งไม่มีงานทำตั้งแต่กองทัพพม่ายึดอำนาจ ส่งผลให้ประชาชนคนหนุ่มสาวจำนวนมากตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศเพื่อหนีความรุนแรงและหนีจากการปกครองภายใต้ทหาร
สื่อพม่าระบุว่า ประชาชนหลายร้อยคนต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อมายื่นทำหนังสือเดินทางออกนอกประเทศ โดยหลายคนที่มาทำหนังสือเดินทางถึงขั้นอาศัยหลับนอนบนท้องถนนเพื่อให้ได้คิวการทำหนังสือเดินทางในวันถัดไป อย่างไรก็ตาม มีการร้องเรียนว่าประชาชนที่ต้องการยื่นทำหนังสือเดินทางจะต้องสแกนคิวอาร์โค้ด และต้องจ่ายเงินราว 50,000 – 100,000 จั้ต (844 – 1,687 บาท) เพื่อยื่นทำหนังสือ
ขณะที่สำนักข่าว Mizzima รายงานว่า นับตั้งแต่รัฐประหาร กองทัพพม่าได้วางกับระเบิดทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น มีผู้เสียชีวิตจากการเหยียบกับระเบิดในพม่าแล้วกว่า 157 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 395 คน ในจำนวนเหยื่อเหล่านี้ 1 ใน 3 พบว่าเป็นเด็ก
ในวันเดียวกันนี้สำนักข่าว Irrawaddy ได้เผยแพร่มีการวางกับระเบิดตามถนนใกล้กับหมู่บ้านในเมืองขิ่นอู เขตสะกาย โดยระบุว่า ทหารพม่าได้วางกับระเบิดในบ้าน ตามถนนในหมู่บ้าน บริเวณโบสถ์ และไร่นาของชาวบ้าน นอกจากนี้ทหารพม่ายังบังคับให้พลเรือนทำหน้าที่เป็นโล่มนุษย์เดินนำหน้าหน่วยทหาร โดยบริเวณชายแดนบังกลาเทศและพม่าได้รับผลกระทบจากการฝังกับระเบิดเหล่านี้
สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า ชายรายหนึ่งจากฝั่งบังกลาเทศต้องสูญเสียขาซ้ายจากระเบิด หลังจากเขาพยายามต้อนวัวที่ข้ามไปยังพม่ากลับมายังฝั่งบังกลาเทศ
“ผมไม่ได้ตระหนักว่าอาจจะมีกับระเบิดฝังไว้ เมื่อผมเหยียบกับระเบิด มันได้ระเบิดขึ้น ผมไม่ได้สติและหลังจากที่ตื่นมาก็พบว่า ขาซ้ายของผมได้หายไปแล้ว” Aoung Gya Thowai Tanchangya วัย 22 ปี จากฝั่งบังกลาเทศกล่าว
ขณะที่สำนักข่าว Mizzima ระบุว่า กองทัพพม่ามีส่วนพัวพันกับการละเมิดกฎหมายสงครามอย่างร้ายแรงมาช้านาน หลายพฤติกรรมเข้าข่ายอาชญากรสงครามในพื้นที่ความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ และนับตั้งแต่รัฐประหาร เจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารพม่าได้ปิดกั้นการช่วยชีวิตและสั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ปฏิเสธการรักษาการบาดเจ็บจากกับระเบิด และสำหรับผู้พลัดถิ่นภายในราว 1.4 ล้านคนทั่วประเทศ กับระเบิดกำลังเป็นภัยคุกคามและอาจขัดขวางไม่ให้พวกเขากลับบ้าน
ส่วนสถานการณ์ในรัฐอาระกัน หลังกองทัพพม่าและกองทัพอาระกัน AA ได้ลงนามหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม พบว่า กองทัพพม่ายังคงปิดเส้นทางบกและทางน้ำสายหลักเชื่อมไปยังรัฐอาระกันอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ประชาชนในพื้นที่เริ่มเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากขาดแคลนอาหารและสินค้ามีราคาแพงขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบในด้านสังคมและด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เช่นได้รับความยากลำบากกรณีเจ็บป่วยและต้องเดินทางไปโรงพยาบาล