
เมื่อวันที่15 พฤษภาคม 2566 ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรี น.ส.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เป็นตัวแทนชาวบ้านเดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด และอัยการคดีเด็กและเยาวชน เพื่อขอให้อัยการมีคำสั่งชะลอฟ้องคดีบุกรุก แผ้วถาง ครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จากกรณีจับกุมชาวบ้าน 28 ราย และเยาวชน 2 ราย ที่กลับไปยังชุมชนดั้งเดิมใจแผ่นดิน ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อต้นปี 2664
น.ส.เฉลิมศรี กล่าวว่า หลังจากอัยการสูงสุดมีคำสั่งยุติคำร้องชะลอคดีที่ชาวบ้านยื่นไปครั้งแรก เท่ากับว่าชาวบ้านและเยาวชนมีโอกาสถูกอัยการสั่งฟ้อง ทั้งที่คณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอยมีการข้อสรุปถึง พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีคำสั่งนายกฯ ออกมาให้มีเร่งแก้ไขปัญหา และหาแนวทางนำร่องให้ชาวบ้าน 150 คน สามารถกลับไปอยู่ในชุมชนดั้งเดิมได้ จึงต้องการให้อัยการสูงสุดได้ทบทวนหนังสือขอความเป็นธรรมใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล

“เรามีการให้เหตุผลต่ออัยการเพิ่มเติม พยายามชี้ให้เห็นว่าการปฏิเสธคำร้องขอความเป็นธรรมจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เพราะคดีมีโทษหนักจำคุก 20 ปี โทษปรับเป็นล้านบาท และจะเป็นการฟ้องชาวบ้านจำนวนมาก เมื่อนายกมีคำสั่งให้ชาวบ้านกลับไปใจแผ่นดิน ให้ดีเอสไอศึกษาข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ ให้คณะกรรมการหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อหาทางออกให้ชาวบ้าน เป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะชาวบ้านถูกไล่รื้อมา เขาแค่ต้องการกลังไปอยู่บ้านหลังเดิมเท่านั้น” น.ส.เฉลิมศรี กล่าว

น.ส.เฉลิมศรี กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่มั่นใจว่าอัยการจะมีคำสั่งฟ้องชาวบ้านหรือไม่ แต่หากมีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่จะประสานมาที่ทนายความก่อน และทุกวันที่ 25 ชาวบ้านจะต้องไปรายงานตัวต่อศาลก็คิดว่าจะมีความคืบหน้า น.ส.เฉลิมศรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ช่วงเช้าตนได้เดินทางพร้อมกับชาวบ้านไปที่ สภ.อ.แก่งกระจาน ให้ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติมกรณีการจับกุมชาวบ้านบางกลอยเมื่อเดือนมีนาคม 2564 ในฐานะพยานว่าเป็นล่ามของชาวบ้านจริง โดยในช่วงวันดังกล่าวไม่มีการทำร้ายหรือขู่เข็ญพยาน



