
การชนะเลือกตั้งชนิดหักปากกาเซียนของพรรคก้าวไกล จนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และมีแนวโน้มที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจการบริหารบ้านเมืองที่อยู่ในมืออดีตผู้นำทางทหารและระบบอันแข็งตัวของข้าราชการมายาวนาน
น่าสนใจว่าการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งนี้ ทำให้นโยบายการบริหารประเทศมากมายหลายประการต้องปรับเปลี่ยนทิศชนิดกลับหลังหันซึ่งเป็นไปตามที่พรรคก้าวไกลได้สัญญาไว้กับประชาชนไว้ในระหว่างการหาเสียง

1 ในนโยบายที่ต้องปรับทิศทางคือด้านแรงงาน ซึ่ง เซีย จำปาทอง อดีตผู้นำสหภาพแรงงานและปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 4 ว่าที่ส.ส.พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ว่า หากได้เป็นรัฐบาลเรื่องที่จะทำทันทีคือการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 450 บาท แม้เรื่องนี้เป็นอำนาจของคณะกรรมการไตรภาคีที่มีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน แต่เซียยืนยันว่า “ทำได้” หากโน้มน้าวทำความเข้าใจกับไตรภาคีเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการที่ผู้ใช้แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจเพราะทำให้คนงานมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
หลังจากพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งและมีประเด็นเรื่องการผลักดันค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 450 บาท ทำให้ผู้นำองค์กรนายจ้างหลายคนออกมาคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและธุรกิจ
“รัฐมีหน้าที่ดูแลนายจ้างอยู่แล้วโดยเฉพาะเอสเอ็มอี เช่น จ่ายเงินประกันสังคมให้ 6 เดือน จริงๆแล้วค่าจ้าง 450 บาทคำนวณจากค่าครองชีพของคนๆ เดียว ทั้งๆ ที่โดยหลักค่าจ้างขั้นต่ำควรดูแลอย่างน้อย 2 คน แต่เราผลักดันเรื่องสวัสดิการควบคู่ไปด้วย ทำให้ลดภาระของคนงานที่ต้องเอาเงินไปดูแลคนในครอบครัว” ว่าที่ ส.ส.พรรคก้าวไกลอธิบายถึงตัวเลขค่าจ้างที่ไม่สุดโต่งเกินไปและสามารถอยู่ในวิสัยที่ทำได้

“สวัสดิการที่เราต้องการปรับเพิ่มควบคู่ไปกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำคือเรื่องการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก เพราะคนที่เป็นลูกจ้างต่างมีลูกและพ่อแม่ต้องดูแล เราจึงต้องทำควบคู่กันไปทั้งเงินอุดหนุนเด็กและบำนาญผู้สูงอายุ ทุกวันนี้คนงานทำงานหนักมาก ต้องทำโอที โรงงานไหนที่ไม่มีโอทีคนงานไม่อยากอยู่เพราะรายได้น้อย จริงๆคนงานไม่ควรทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งควรทำงานไม่เกิน 5 วันหรือ 40 ชั่วโมง และเราจะเสนอกฏหมายให้จ่ายค่าจ้างลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือนควบคู่กันไป”
ปัญหาหนึ่งในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาของขบวนการแรงงานคือความอ่อนแอ ทั้งๆ ที่ในอดีตพลังสายนี้คือเคยมีบทบาทสำคัญในระบอบประชาธิปไตยและมีอำนาจต่อรองเพื่อผู้ใช้แรงงาน แต่ปัจจุบันคำว่า “สหภาพแรงงาน” ไม่น่าเกรงขามอีกแล้ว ซึ่งในการหาเสียง เซีย ได้ประกาศไว้ว่าจะสนับสนุนเรื่องการรวมตัวของคนงาน
“เราจะผลักดันให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาไอแอลโอ (องค์การแรงงานระหว่างประเทศ International Labour Organization) ฉบับที่ 87 และ98 ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพในการรวมตัว ( Freedom of Association and Protection of the Right to Organise, Collective Bargaining) ให้ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมาการจัดตั้งสหภาพแรงงานทำได้ยากมาก แม้จะมีระบุไว้ในกฏหมายแรงงานสัมพันธ์ แต่เอาเข้าจริงๆสู่ภาคปฎิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้น คนงานต้องหลบๆ ซ่อนๆ กันตอนเริ่มตั้งสหภาพแรงงาน หากนายจ้างรู้ก็จะหาวิธีเลิกจ้างทันที กฎหมายต้องคุ้มครองคนที่จัดตั้งสหภาพ เพราะเวลานายจ้างจะเลิกจ้างคนที่ริเริ่มจัดตั้ง เขาใช้เหตุผลอื่น แต่โดยนัยแล้วเรารู้กัน”
ปัจจุบันสถานการณ์ด้านแรงานไม่ได้มีเฉพาะแรงงานไทย แต่มีแรงงานข้ามชาติหลายล้านคนเข้ามาทำงาน ดังนั้นการให้ความคุ้มครองหรือเสรีภาพในการรวมตัว ควรคำนึงถึงลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติด้วยหรือไม่
“แรงงานข้ามชาติมาอยู่ในโรงงานของคนไทยอยู่แล้ว เขาสามารถเข้ามาอยู่ในสหภาพแรงงานได้ เขาควรได้รับการดูแลเช่นเดียวกับแรงงานไทย เขาควรได้รับสิทธิตามกฎหมายเช่นเดียวกับแรงงานไทย แต่ตอนนี้แรงงานข้ามชาติถูกรีดไถรอบด้าน โดยเฉพาะข้าราชการนอกแถว ผมไม่รู้รัฐรู้เรื่องหรือให้ความสำคัญหรือไม่ แต่รัฐน่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้”
นอกจากเรื่องการส่งเสริมคุ้มครองแรงงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการเร่งด่วน หากพรรคก้าวไกลได้ดูแลกระทรวงแรงงานคือเรื่องประกันสังคม
“สิ่งแรกเลยคือการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เพราะบอร์ดชุดปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งมาจากรัฐประหารและหมดวาระนานแล้ว แต่ยังไม่มีการคัดเลือกบอร์ดชุดใหม่ ที่อ้างว่าต้องใช้เงินในการจัดการเลือกตั้งมาก ผมคิดว่าเป็นเพียงข้ออ้างมากกว่า การได้บอร์ดที่ทำงานอิสระจะทำให้ทำงานเพื่อคนงานได้ ”เซียให้มุมมองเกี่ยวกับนโยบายด้ายประกันสังคมซึ่งปัจจุบันกองทุนประกันสังคมถือว่าเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมมีทรัพย์สินมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่การบริหารขับเคลื่อนด้วยระบบไตรภาคีที่มีวิธีการคัดเลือกแบบดั้งเดิม ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถแสวงหาคนที่มีความรู้ความสามารถมาดูแลได้และต้องปล่อยให้ข้าราชการประจำชี้นำ
“ประกันสังคมต้องมีการปฏิรูปหลายด้าน เริ่มต้นจากบอร์ด การนำเงินไปลงทุนต่างๆ เรื่องสิทธิของผู้ประกันตนควรที่มีมากขึ้น ต้องตรวจสอบว่าแต่ละปีใช้เงินไปเท่าไร สำนักงานประกันสังคมต้องโปร่งใส เราต้องให้สำนักงานประกันสังคมเป็นอิสระให้ได้ บันไดขั้นแรกคือการผลักดันให้มีการเลือกตั้งบอร์ดก่อน”
ที่ผ่านมาการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคมมักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่ามีมาตรฐานต่ำกว่าระบบอื่นๆ แม้มีความพยายามแก้ไขปัญหาทุกยุคทุกสมัย แต่สุดท้ายผู้ประกันตนก็ยังเป็นผู้ป่วยชั้นสองที่สถานพยาบาลรักษาและให้ยาด้วยมาตรฐานที่ต่ำกว่าระบบอื่น เนื่องจากใช้ระบบเหมาหัวที่สำนักงานประกันสังคมต้องจ่ายให้สถานพยาบาลก่อน จึงไม่มีใครอยากควักกระเป๋าเพื่อลดกำไรของตัวเอง
“ผมใช้สิทธิผู้ประกันตนหลายครั้ง แต่เมื่อเทียบกับผู้ป่วยของ สปสช.ถือว่าเราได้ยาต่ำกว่า พอเวลาจะจ่ายยาที่ดีมีคุณภาพก็จะถูกติง ซึ่งเรื่องนี้มีแพทย์มาให้ข้อมูลเรา โรงพยาบาลเอกชนก็เหมือนกับโรงงาน เขาอยากได้กำไรเยอะๆ จ่ายยาถูกเขาก็ได้กำไรเยอะ จ่ายยาแพงเขาก็ได้กำไรน้อย” อดีตผู้นำสหภาพแรงงานซึ่งมีประสบการณ์ตรงให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมา
ปี 2566 ครบ 30 ปีในการก่อตั้งกระทรวงแรงงานที่แยกมาจากกระทรวงมหาดไทย แต่ยิ่งนานวันความสำคัญของหน่วยงานแห่งนี้กลับถูกจัดอันดับให้อยู่ท้ายๆ ทั้งๆ ที่โดยภารกิจคือต้องดูแลผู้ใช้กำลังแรงงานเกือบ 40 ล้านคน
จับตาดูกันต่อไปว่า การเข้ามาแบบ “แลนด์สไลด์”ของผู้นำแรงงานและพรรคก้าวไกล จะทำให้ภารกิจอันยิ่งใหญ่ถูกพลิกฟื้นได้หรือไม่
//////////////