เมื่อชาวมะละแหม่ง รู้ว่าจะมี“เขื่อนสาละวิน”

moulmain1

บนเส้นทางขรุขระ สีฝุ่น สื่อมวลชนไทย ติดตาม ไนน์ ออง ไนท์ ( Nine Aung Night) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ประจำเมืองมะละแหม่ง( Mawlamyine) แห่งรัฐมอญ ประเทศเมียนมาร์ นำลงพื้นที่ในเกาะเบลูจง ( Be Lu Kyoun) อันเป็นเกาะที่เงียบสงบในปากน้ำสาละวิน ฝั่งเมียนมาร์ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นในปากน้ำสาละวิน รวมทั้งติดตามสถานการณ์โครงการสร้างเขื่อนฮัตจี ที่มีแผนดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)อินเตอร์เนชั่นแนลของไทย

 

จากหมู่บ้าน “มูตูน” ( Mu Toon )ถึงหมู่บ้านมะแยง ( Mayan ) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดย ไนน์ ออง ไนท์ ทำหน้าที่ทั้งคนขับรถ ไกด์นำทางและผู้ให้ข้อมูลต่างๆของพื้นที่ เพื่อให้สามารถศึกษาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด


“คนที่นี่ส่วนมากเป็นคนเชื้อชาติมอญไม่ใช่พม่าทั้ง 80 หมู่บ้านในเกาะเบลูจง ต่างทำเกษตรกรรมและประมงอันเป็นเครื่องมือติดตัวมาตั้งแต่เกิด คนมอญที่นี่ใช้เครื่องจักรมาเกี่ยวข้องกับการทำเกษตรและประมงน้อย พวกเขานิยมเครื่องมือพื้นบ้าน เช่น ตาข่าย อวน และเบ็ด มากกว่า เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเสียภาษีเครื่องจักรกล ที่ต้องจ่ายรัฐประมาณปีละ 5,000 –7,000 จ๊าด อีกประเด็นคือ การทำเกษตรและประมงในพื้นที่ไม่ได้ต้องการผลผลิตมหาศาลจึงไม่ต้องแข่งขันกันทางเครื่องมือ” ไนน์ ออง ไนท์ อธิบาย ระหว่างเดินทาง

 

 

ภาพบนท้องทุ่งนาในฤดูเก็บเกี่ยวบนเกาะเบลูจงยังมีวัวเทียมเกวียน รถม้า ขณะที่ผืนน้ำสาละวินและแม่น้ำสาขายังคงเสน่ห์แห่งความเป็นประมงพื้นบ้านมีเรือไม้ลำเล็กๆ ล่องตามลำน้ำสาละวินทั้งวัน ขณะที่ชีวิตในหมู่บ้านมีทั้งปลูกผัก ล้างปลา ล้างกุ้ง และสานหลังคาใบจาก เป็นภาพที่อธิบายความเรียบง่ายของชาติพันธุ์มอญได้ชัดเจน

 

 

บ่ายแก่ๆวันที่ ส.ส.ไนน์ ออง ไนท์และ กลุ่มเยาวชนก้าวหน้าชาวมอญ ลงพื้นที่หมู่บ้านมะแยง ชาวประมงรุ่นเล็ก –ใหญ่ หลายสิบคนวางมือจากภารกิจ มารวมตัวที่บ้านหลังหนึ่งริมน้ำสาละวิน ตามคำเชิญชวนของผู้ใหญ่บ้าน “จอ ซู มู” หลายคนมีความพยายามในการแสดงความคิดและจุดยืนของความพอเพียงในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ของรัฐมอญโดยปราถนาจะให้สายน้ำสาละวินไหลอย่างอิสระ และเป็นสายเลือดของคนสาละวินต่อไป แต่ทันทีที่ชาวบ้านรับรู้ว่ากำลังจะมีโครงการเขื่อนฮัตจี ในลุ่มน้ำสาละวินที่จ่อคิวดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อินเตอร์เนชั่นแนล(กฟผ.อินเตอร์ฯ) หลายคนยอมรับว่า ยังงงกับโครงการดังกล่าวและไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นค้นข้อมูลอย่างไร

 

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบว่า รัฐบาลพม่าปิดบังข้อมูลการสร้างเขื่อนหรือโครงการขนาดใหญ่ไว้เป็นความลับแต่กรณีเขื่อนฮัตจีนั้น ทั้งรัฐบาลพม่าและกฟผ.ไทย พยายามอย่างยิ่งที่กุมความลับไว้ โดย กฟผ.เองมีการเคลื่อนไหวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ มีความพยายามจะดำเนินเวทีรับฟังความเห็นของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนไทย แต่ถูกชาวบ้านยกพลคัดค้านก่อน เวทีจึงล้มเลิก ขณะที่ชาวบ้านฝั่งพม่านั้นไม่เคยแม้แต่จะเข้าใกล้ข้อมูลเรื่องเขื่อนแม้แต่นิดเดียว

 

 

“ 5 % เท่านั้นของคนพม่าในรัฐมอญ ที่รู้เรื่องเขื่อน โดยส่วนมากเป็นแกนนำ และคนทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น กลุ่มเยาวชนก้าวหน้าชาวมอญ เป็นต้น แต่ถึงแม้จะรับรู้การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านก็ทำได้ยาก” ไนน์ ออง ไนท์ กล่าว

 

 

IMG_1138

ขณะที่ กฟผ.ไทย เองไม่เคยลงพื้นที่รับฟังเสียงของชาวบ้านฝั่งประเทศเพื่อนบ้านแม้สักครั้ง การลงพื้นที่ครั้งนี้ชาวบ้านจึงทำได้แค่ตั้งคำถามกับเรื่องราวของเขื่อนที่เกิดขึ้น ประกอบกับเรื่องเล่าประสาชาวประมงที่ผูกพันกับสาละวินมามาทั้งชีวิต

 

สำหรับไนน์ ออง ไนท์ แล้ว เมื่อถูกตั้งคำถามว่าในฐานะนักปกครองท้องถิ่น ทราบหรือไม่ว่า กฟผ.ของไทย พยายามจะผลักดันเรื่องการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในลุ่มน้ำสาละวินเพื่อขายให้ประเทศไทย เขาตอบว่า ข้อมูลบางส่วนเรื่องการสร้างเขื่อนถูกเผยแพร่น้อย อย่างไรก็ตามชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ด้านท้ายน้ำสาละวิน ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลเขื่อนสาละวินเลย เพราะแต่ละวันนั้นแค่คิดว่า “จะกินจะอยู่อย่างไร เวลาก็หมดไปแล้ว”

 

หลายครั้งที่ไนน์ ออง ไนท์ พยายามเรียนรู้เรื่องผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวิน เพื่อพยายามผลักดันเข้าสู่ประเด็นการประชุม ส.ส.ในรัฐมอญและเตรียมเสนอเข้าสู่สภาของรัฐบาลพม่า แต่ก็เหมือนกับการทำงานในความมืด แม้เขาเองจะรับรู้ข้อมูลบางส่วนจากองค์กรต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์แต่โอกาสในการเผยแพร่ก็ยากลำบาก ดังนั้นเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ในอนาคตเรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและความเป็นไปของลุ่มน้ำสาละวิน เขาจะเสนอให้ ส.ส.ในรัฐมอญ เร่งประชุมร่วมองค์กรพัฒนาเอกชอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อรวมรวมข้อมูลที่น่าสนใจต่อไป

 

จากรายงานขององค์กรแม่น้ำนานาชาติ(International River) ระบุว่า ข้อมูลล่าสุดของทางการพม่า โดยกระทรวงพลังงานไฟฟ้าพม่าแจ้งต่อรัฐสภาว่าได้อนุมัติ 6 โครงการเขื่อนสาละวินในพม่า ได้แก่ในพื้นที่รัฐฉาน รัฐคะยา (คะเรนนี) และรัฐกะเหรี่ยง ผลิตไฟฟ้าได้รวม 15,000 เมกกะวัตต์

 

ได้แก่ 1.โครงการเขื่อนกุ๋นโหลง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐฉาน เขตปกครองของกองกำลังโกก้าง ใกล้ชายแดนจีน เพื่อจะส่งไปขายยังประเทศจีนโดยเชื่อมต่อกับระบบสายส่งจีนใต้ โดยบริษัท Hydrochina Kunmig Engineering ระบุว่ามีหมู่บ้านหลายแห่งที่จะได้รับผลกระทบใน 6 เมือง โดยมีการจัดทำรายการการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไปแล้วแต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล และมีการก่อสร้างโครงการอย่างลับๆ โดยคืบหน้าไปมากแล้ว

 

2. โครงการเขื่อนหนองผา ตั้งอยู่ในรัฐฉาน มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อพัฒนาโครงการ แต่มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการเขื่อนหนองผาน้อยมาก และการเข้าถึงพื้นที่เป็นไปได้ยาก ทำให้แทบไม่มีข้อมูลในพื้นที่ออกสู่ภายนอก

 

3.โครงการเขื่อนท่าซาง ที่ตั้งของเขื่อนในรัฐฉาน เป็นการร่วมทุนของ กฟผ.อินเตอร์ (บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) บริษัท China Three Gorges Corp

 

 

4. โครงการเขื่อนยวาติ๊ด ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่แม่น้ำปายบรรจบแม่น้ำสาละวิน ในรัฐคะยา (คะเรนนี) เป็นโครงการของบริษัทต้าถัง (Datang) จากจีน ซึ่งลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับรัฐบาลพม่าเมื่อปี 2553 และต่อมาพบว่า มีการสัมปทานตัดไม้ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนอย่างกว้างขวาง ในปี 2555

 

 

5 โครงการเขื่อนฮัตจี ตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ที่บ้านสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 47 กิโลเมตร ลงทุนโดยกฟผ.อินเตอร์ ร่วมกับบริษัทไซโนไฮโดร จากจีน มีมูลค่าลงทุน 8 หมื่นล้านบาท โครงการเขื่อนฮัตจีถูกคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด โดยเฉพาะหมู่บ้านในฝั่งไทยแถบอ.แม่สะเรียง และอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เนื่องจากกังวลผลกระทบข้ามพรมแดนต่อระบบนิเวศ พันธุ์ปลา การประมง และอ่างเก็บน้ำของเขื่อนที่อาจท่วมมาถึงพื้นทีทำกินและอาศัยของหลายหมู่บ้านริมแม่น้ำสาละวิน ทั้งนี้สำหรับเกาะเบลูจง ทั้งเกาะนั้นอาจจะได้รับผลกระทบจากเขื่อนฮัตจีมากที่สุด ซึ่งจากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อชุมชนท้ายน้ำในพม่า

 

IMG_1204

 

ตามรายงานขององค์กรเยาวชนก้าวหน้าชาวมอญ มีบทสรุปไว้ว่า สาละวินเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดในเอเชียอาคเนย์ที่ยังไหลอย่างเสรี และเป็นหนึ่งในแม่น้ำสำคัญที่สุดของพม่า ประชาชนกว่าครึ่งล้านอาศัยอยู่บริเวณที่แม่น้ำบรรจบกับทะเลอันดามัน แม่น้ำสาละวินเป็นวิถีชีวิตที่สัมพันธ์พึ่งพากับการหลากตามฤดูกาลและน้ำขึ้นลงในแต่ละวัน แต่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่ายังคงเดินหน้าร่วมมือกับนักลงทุนจากไทยและจีนในการสร้างเขื่อน โดยไม่มีการแจ้งข้อมูลให้กับชุมชนท้ายน้ำ ทั้งไม่มีการปรึกษาหารือแผนการสร้างเขื่อนหรือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าโครงการนี้อาจส่งผลให้ชีวิตพวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร แต่จวบจนปัจจุบัน ชาวบ้านในลุ่มน้ำสาละวินก็แทบจะไม่รับรู้ข่าวสารใดๆ เกี่ยวกับภัยคุกคามดังกล่าว

 

ใต้ร่มไม้ของหมู่บ้านมะแยง อุละตัน วัย 63 ปี ชาวประมงสัญชาติพม่า เล่าย้อนเรื่องราวว่า บนเกาะเบลูจงนั้นมีความสมบูรณ์อยู่มาก การทำมาหากินของคนบนเกาะเป็นไปตามอัตภาพ โดยตนนั้นเรียนรู้วิธีการหาปลาจากพ่อแม่มานานตั้งแต่อายุ 12 ปี และแต่ละครั้งก็ได้ปลามาหลายชนิดโดยตนและเพื่อนบ้านจะเดินทางไปส่งปลาที่ตลาดมะละแหม่งรายได้อยู่ที่ประมาณเดือนละ 2 แสนจ๊าด (ประมาณราว 6,000 บาท) หักค่าน้ำมันไปส่งตลาดทั้งเที่ยวไปและกลับรอบละ 4,000 จ๊าด (60 บาท) ก็ถือว่ายังพอมีกำไรอยู่ได้

 

“ไปขายในตลาดนี่ ต้องได้ปลา 20 กิโลกรัมขึ้นไปนะถึงจะคุ้มค่าโดยสารเรือไปส่งที่ตลาดปลามะละแหม่ง แต่ถ้าได้น้อยก็เก็บไว้กิน ตากแห้งบ้าง ทำปลาหมักเค็มบ้าง รายได้ก็พออยู่ได้ไม่ลำบาก ระยะหลังแม่น้ำสาละวินดูเปลี่ยนแปลงไปพบตะกอนมากขึ้น หาปลาได้น้อยลงแต่ก็ยังคงยึดอาชีพประมงต่อไป เพราะทำมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยปีใดที่เกิดปัญหาการทำประมงในหมู่บ้านมากๆ ก็จะจากบ้านเกิดไปประกอบอาชีพที่มาเลเซีย ประเทศไทยราว 1-2 ปีก็กลับมาบ้านเกิด มาใช้ชีวิตแบบเดิมยังไงอยู่บ้านเกิดก็ดีกว่าจากบ้านไปไกล และผู้ ชายชาวพม่าและมอญในหมู่บ้านมะแยง ก็คิดเสมอว่า อาชีพประมงเป็นเครื่องมือหากินที่สำคัญ ใครละทิ้งไปก็เหมือนสูญเสียอวัยวะสำคัญของชีวิต และคงรับไม่ได้หากมีเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำกั้นแม่น้ำอันเป็นที่พึ่งของทุกคนบนเกาะ ”

 

แน่นอนว่าเขื่อนฮัตจี เป็นแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า เพื่อขายให้ไทย ส่วนชาวบ้านฝั่งพม่ายังคงต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์และไม่มีส่วนได้รับประโยชน์จากไฟฟ้าที่จะผลิตก็ตาม แต่อุละตันพร้อมชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่ได้สนใจจะรับรู้เรื่องไฟฟ้ามากนัก เพราะหากเทียบเรื่องการมีไฟใช้ กับมีสายน้ำทำมาหากินแล้ว สายน้ำสำคัญกว่าหลายร้อยเท่าสำหรับชาวประมงลุ่มน้ำสาละวิน

 

แม้ชาวมะละแหม่ง แห่งพม่าเพิ่งได้มีโอกาสรับรู้สถานการณ์เขื่อนฮัตจี และอาจต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอีกระยะ แต่การเริ่มตั้งต้นรับมือกับภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ไม่ได้น้อยไปกว่าฝั่งไทย เมื่อองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่หลายส่วน ทั้งกลุ่มเยาวชนก้าวหน้ามอญ สื่อมวลชนในพม่าและเครือข่ายนักอนุรักษ์ เห็นตรงกันว่า ในวันที่ 14 มีนาคม 2557 นี้ จะจัดงานวันหยุดเขื่อนโลก ที่มะละแหม่งประเทศพม่า เพื่อสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินต่อไป เห็นทีงานนี้ กฟผ.ไทยคงต้องทบทวนแผนงานของตัวเองอีกครั้ง ว่า คุ้มค่าหรือไม่กับการเดินหน้าสร้างเขื่อนฮัตจี เพราะในอนาคต นอกจากกระแสต้านในไทยร้อนแรงทุกครั้งแล้ว ฝั่งพม่าเองคงไม่ปล่อยให้สาละวินต้องจมอยู่ใต้แผนงานอันไร้ความชอบธรรมระหว่างทุนไทยกับรัฐบาลพม่าอย่างแน่นอน

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.