เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2566 นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant worker Group -MWG) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกเทศมนตรีนครแม่สอดสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์เทศบาลแม่สอด ในข้อหารับสินบนในการออกบัตร 0-00 หรือ บัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือเรียกว่าบัตร 10 ปี ว่า การขายบัตรประชาชนลักษณะนี้มีมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การลงโทษเจ้าหน้าที่รับส่วยพึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงระยะหลังแต่ปัญหาหลัก ๆ มันไม่ใช่เรื่องของตัวปัจเจกที่เป็นคนทำ เจ้าหน้าที่ที่ทำก็มีส่วนผิดอยู่แล้ว
นายอดิศรกล่าวว่า จริงๆ แล้วตัวบัตร 10 ปี สามารถออกได้ตามกฎหมาย เหมือนการเอาไว้สำรวจคนที่มีเอกสารบัตรประจำตัวของคนไทย ถ้าไม่มีเอกสารประจำตัวหรือทะเบียน ก็มาลงทะเบียนตรงจุดนี้ไว้ก่อน ซึ่งไม่ได้มีผลในเชิงการให้อยู่อาศัยในประเทศไทย แค่มีประวัติไว้ แต่ระยะหลังได้กลายเป็นเครื่องมือหรือช่องทางทำมาหากินของเจ้าหน้าที่รัฐ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน
“รากเหง้าของปัญหามันเป็นเรื่องการจัดการของระบบราชการไทย สำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีเอกสาร กลุ่มคนที่ไม่มีสัญชาติไทย ที่ผ่านมาเป็นปัญหาของการจัดการกลุ่มคนที่ไม่มีสถานะ มีความหลากหลายแต่ละปัญหาซึ่งกรณีนี้ออกให้คนส่วนใหญ่คือกลุ่มคนจากฝั่งพม่าที่ลี้ภัยทางการเมืองเข้ามาหลังจากรัฐประหาร จะมีแรงงานข้ามชาติบางส่วน ผู้ที่ไม่มีเอกสาร คนไม่มีสัญชาติไทย หรือกลุ่มตกหล่นทั้งหลาย ที่เข้าไปขอใช้บริการเนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือก เพราะรัฐไทยไม่มีการจัดการสถานะ ไม่มีเจ้าหน้าที่สำรวจที่จะจัดการทำเอกสารให้กับผู้ลี้ภัย ทำให้มีทางเลือกเดียวต่อให้ต้องจ่ายเงินก็ต้องยอม เพื่อให้ตัวเองสามารถอยู่ประเทศไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย มันก็เลยกลายเป็นที่มาที่ไปของปัญหา และเปิดช่องโหว่ในการให้เจ้าหน้าที่มาหาประโยชน์ได้” นายอดิศร กล่าว
ช่องทางทางธรรมชาติกั้นแดนไทย-พม่าที่ประชาชนจากพม่าหลบหนีเข้ามา
นายอดิศรกล่าวว่า ข้อเสนอคือต้องแยกกระบวนการในการคัดกรองคน ใครอยู่กลุ่มไหน โดยอาจแบ่งได้ 3 กลุ่มหลักคือ 1. คนที่อยู่ในเมืองไทยมานานแล้วแต่ยังไม่มีเอกสาร ซึ่งต้องจัดการอีกแบบหนึ่ง 2.กลุ่มผู้ลี้ภัยที่หนีภัยความตายจากสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน และไม่สามารถกลับได้ ซึ่งต้องมีมาตรการในการที่กําหนดสถานะให้เขาอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการ ซึ่งปัจจุบันนี้กระบวนการในการคัดกรองตรงนี้ยังไม่มี
3.กลุ่มแรงงาน ซึ่งระบบควรจะเปิดการจดทะเบียน ให้กับแรงงานข้ามชาติ คือปัญหาในช่วงนี้มันไม่สามารถเข้าสู่กฎหมายได้เพราะว่าสถานการณ์ในประเทศพม่ายังมีความรุนแรงอยู่ ดังนั้นกระบวนการในการเข้าถึงกฎหมายยังไม่มี จึงเกิดสถานการณ์คนที่อยู่แบบผิดกฎหมายจำนวนมาก โดยประเทศไทยควรมีนโยบายการจดทะเบียนเพื่อให้แรงงานเข้าสู่กฎหมายอีกรอบ
ด้านนายอ๋อง (นามสมมุติ) ผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าที่กำลังประสบปัญหาถูกเรียกเก็บเงินจากผู้มีอิทธิพลในเครื่องแบบ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เข้ามาเป็นแรงงานในประเทศไทยช่วงก่อนรัฐประหารพม่า ตั้งแต่ปี 2564 หลังจากการประท้วงครั้งใหญ่ในพม่า ตนเองเป็น 1 ในผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ซึ่งถูกทหารและตำรวจพม่าติดตามตัวจึงหลบหนีภัยคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐพม่าเข้ามาไทยแม้ไร้บัตรประจำตัว ซึ่งการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะใช้ช่องทางธรรมชาติ ใช้วิธีเดินเท้าเป็นเวลากว่า 7 วันมายังชายแดนไทย
ห้องพักผู้หนีภัยทางการเมืองในประเทศไทย
“ถึงชายแดนไทยก็มีรถสีดำของข้าราชการมีสีชาวไทยมารับและพาเข้าไปยังบ้านพัก รอส่งตัวไปจุดต่างๆ ส่วนเราได้ไปอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ทำงานโรงงานผลิตเสื้อผ้าและกางเกง ตอนนั้นเรายังไม่มีบัตรเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย ต่อมาจึงได้ใช้บัตรชมพู แต่บัตรชมพูนั้นถูกนายหน้าเก็บไป หลังจากนั้นได้เดินทางไปทำบัตรประจำตัวชั่วคราวที่จังหวัดระนอง หลังจากนั้นเปลี่ยนบัตรเรื่อยๆ ปัจจุบันวีซ่าหมดแล้ว เพราะเป็นแรงงานในสัญญา MOU ได้รับอนุญาตให้ทํางานชั่วคราวเป็นเวลา 6-7 ปี ซึ่งครบวาระการทำงาน และไร้การรับรองให้อยู่ต่อ ต้องกลับไปยังประเทศต้นทาง” อ๋อง กล่าว
นายอ๋องกล่าวว่า หากกลับไปพม่าก็เท่ากับต้องเสี่ยงเหมือนกับต้องแลกด้วยชีวิต หรือต้องถูกจำคุกตลอดชีวิตหรือก็ต้องโทษประหาร เพราะตนมีส่วนร่วมในการต่อต้านการรัฐประหาร ซึ่งรัฐบาลพม่าได้ส่งรายชื่อมายังรัฐบาลไทยและอยู่ในบัญชีดำ
“ตัวเลือกมีทางเดียวคือการหาช่องทางในการทำบัตรหมายเลข 0 สุดท้าย แต่ค่าใช้จ่ายในการทำบัตรสูงมาก เมื่อก่อนราคายังอยู่ที่ 15,000 บาท แต่เมื่อปีที่แล้วพุ่งเกือบ 2 เท่าเป็น 35,000 – 40,000 บาท ล่าสุดราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 80,000 – 100,000 บาท ในแต่ละครั้งการจ่ายเงินนั้น ต้องมีเงินมัดจำเพื่อการดำเนินการผ่านนายหน้าส่งต่อกันเป็นทอด ๆ” อ๋อง กล่าว
นายอ๋องกล่าวว่า เรื่องการทำบัตรเลข 0 ช่วงนี้หลังเมื่อเป็นข่าวได้มีการตรวจสอบเข้มงวด บางคนทำบัตรมาหลายปีแล้วก็รอดไป แต่รายใหม่ๆ ที่พึ่งทำบัตรก็ถูกเก็บบัตร ผู้ลี้ภัยบางส่วนถูกจับและยังไม่ได้รับการปล่อยตัว
ขณะที่นางเอ๋ย (นามสมมุติ) หญิงชาวกะเหรี่ยงที่มีทะเบียนราษฎรในไทย กล่าวว่าถูกหลอกให้เซ็นรับรองชื่อผู้ลี้ภัย 3 ราย ที่เข้ามาอยู่ในทะเบียนราษฎร ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับขบวนการขูดรีดเก็บส่วยนี้ แต่ต้องถูกหางเลขพ่วงเข้าไปด้วย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสอบปากคำเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้อง
“เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเราอาจจะมีส่วนผิดและอาจถูกดำเนินคดีได้ เราจึงได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความถอนรายชื่อผู้ลี้ภัยออกจากทะเบียนราษฎร และส่งเรื่องให้ทางอำเภอดำเนินการต่อไป เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้ แต่ได้รับการร้องขอจากเพื่อนของเพื่อนเพื่อให้เซ็นรับรอง เราแค่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่หนีตายมาจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลี้ภัยเท่านั้น” นางเอ๋ย กล่าว
ด้าน ผศ.ดร ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าทุกครั้งที่นโยบายของรัฐไทยไม่ชัดเจน จะเป็นการสนับสนุนให้เกิดช่องทางนอกลู่นอกทางกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐมักจะเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญเสียเอง รัฐต้องยอมรับความจริงว่ามีผู้ลี้ภัยจริง แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ลงภาคีอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยก็ตาม แต่มีคนหนีภัยจากการประหัตประหารมาที่บ้านเราจำนวนมากและเข้าพื้นที่ชั้นใน เพราะฉะนั้นรัฐไทยควรยอมรับความจริง
แรงงาน MOU
ผศ.ดร.ดรุณีกล่าวว่า ประเด็นแรกหน่วยงานรัฐนั้นทำงานไม่ทั่วถึง และกีดกันไม่ให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง ทำให้การดูแลคนกลุ่มนี้ไม่ทั่วถึง โดยบัตร 0-00 มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปัญหาความไร้รัฐ โดยมีเงื่อนไขคือยังไม่ได้นำไปสู่สิทธิอะไรอย่างแท้จริง ดังนั้นมาตรการนี้ควรนำมาใช้กับคนทุกกลุ่มที่ไร้รัฐ
“เมื่อไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัย คนกลุ่มนี้ก็เคว้ง พวกเขาหนีภัยประหัตประหารมาอยู่ที่นี่ การดิ้นรน ให้ตัวเองและครอบครัวมีชีวิตรอด เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ ช่วงที่รัฐบาลเปิดให้ขึ้นทะเบียนใบอนุญาตทำงาน เขาก็อาจไปใช้ช่องทางนั้น หรือการมีเอกสารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดความไร้รัฐ บางคนไม่มีเอกสารแสดงตนที่รัฐบาลพม่าออกให้ หรือบางคนอาจจะมี แต่ถ้าเขาหนีภัยประหัตประหารจากรัฐบาลเขาเสียเอง การจะบอกว่าเขามีรัฐเจ้าของสัญชาติมันก็เลือนรางมาก” ผศ.ดร.ดรุณี กล่าว
อาจารย์คณะนิติศาสตร์กล่าวว่า เมื่อไม่มีนโยบาย หรือไม่มีชัดเจน มาตรการที่เป็นอยู่ ก็อาจถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง รวมถึงมีการแสวงหาประโยชน์ ตามที่เป็นข่าว ซึ่งเป็นไปได้สูงมากเพราะคนที่จะทำได้ ก็ต้องเป็นคนที่รู้กระบวนการดีที่สุดโดยข้อเสนอต่อรัฐบาล คือมีมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยให้ภาคประชาสังคม กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมและรัฐควรมีนโยบายในเรื่องของการผ่อนผันให้อยู่อาศัยได้ชั่วคราว รวมถึงการจัดทำเอกสารแสดงตนเพื่อให้ผู้ลี้ภัยถูกมองเห็นในสายตาของกฎหมาย



