Search

ทางเดินดั้งเดิมของนักเรียนเกาะหลีเป๊ะยังถูกปิด นายกฯ ตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” แก้ไขแล้ว 6 เดือนยังแก้ไม่สำเร็จ กรมที่ดินส่อเค้าไม่เอาด้วยกับการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์แปลงที่มีปัญหา เผยเห็นต่างจากดีเอสไอ-กรมอุทยาน 8 ประเด็น

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2566 ความคืบหน้ากรณีชาวเลอูรักลาโว้ย เกาะหลีเป๊ะ อ.เมือง จ.สตูล ถูกนายทุนอ้างกรรมสิทธิ์ น.ส.3 ทำการปิดเส้นทางสาธารณะซึ่งชาวบ้านใช้สัญจรกันมานานกว่า 100 ปีเพื่อลงสู่ทะเล รวมถึงนักเรียนโรงเรียนเกาะหลีเป๊ะต้องใช้เดินไปโรงเรียนต่างได้รับความเดือดร้อน โดยล่าสุดเส้นทางดังกล่าวยังคงถูกปิด แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีปัญหาข้อพิพาทในที่ดินเกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เป็นประธานมาแล้วกว่า 6 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ภายหลังจากที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ลงพื้นที่หลายครั้ง และมีคำสั่งให้กรมที่ดินทำการเพิกถอนเอกสารสิทธิแปลงที่ 11 ซึ่งอ้างเอกสารสิทธิที่ได้มาอย่างถูกต้องบนที่ดินซึ่งเป็นเส้นทางดังกล่าวตามที่กรมสอบสวนพิเศษ หรือดีเอสไอ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เสนอ โดยกรมที่ดินได้ตั้งคณะทำงานตรวจสองตามมาตรา 61 ของประมวลกฎหมายที่ดิน และยังไม่เห็นด้วยที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินแปลงดังกล่าว ทำให้การแก้ไขปัญหาต้องหยุดชะงัก ขณะที่เส้นทางที่เด็กนักเรียนใช้เดินไปโรงเรียนก็ยังคงปิดอยู่จนถึงวันนี้

ประตูที่เอกชนที่อ้างเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 นำมากั้นทางเดินดั้งเดิม ผ่านไปแล้วหลายเดือนจนหญ้าขึ้นสูง แต่การแก้ไขปัญหาที่บิ๊กโจ๊กรับปากไว้กับชาวเลยังไม่คืบหน้า

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่และเปิดให้สื่อมวลชนสอบถามอีกครั้ง

นายพีรพัฒน์ เงินเจริญ รักษาการนายอำเภอเมืองสตูล จ.สตูล ให้สัมภาษณ์ว่า การแก้ไขปัญหาเส้นทางที่ถูกปิดนั้นต้องให้หน่วยงาน 2 แห่งแจ้งความดำเนินคดีหากพบว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นสาธารณะประโยชน์คือกรมอุทยานฯ ฝ่ายปกครองซึ่งกำลังสอบถามคนดั้งเดิม และชาวบ้านผู้ใช้ทาง เพื่อให้พิสูจน์กันในศาล โดยตนพยายามใช้กระบวนการทางรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะบางคนไม่เข้าใจและคิดว่าช้าจริงๆแล้วทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย และตนได้รายงานให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทราบทุกสัปดาห์

นายพีรพัฒน์กล่าวว่า ที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะบางส่วนก้ำกึ่งเพราะไม่มีหลักหมุดที่ชัดเจนจึงต้องทำระวาง ตนได้ทำหนังสือแจ้งไปว่าระหว่างกรมที่ดินและกรมอุทยานฯ ควรหาข้อสรุปให้ตรงกันก่อนว่าที่ดินบริเวณไหนเป็นของใคร เพราะตามอุทยานฯ ได้ประกาศครอบทั้งหมดตั้งแต่ปี 2517 ดังนั้นบริเวณใดที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์และชาวบ้านไม่ได้ครอบครองมาก่อนปี 2482 ก็ควรเป็นของอุทยานฯ ซึ่งการทำงานคงต้องใช้ระยะเวลา

“ตอนนี้หลีเป๊ะเปลี่ยนไปจากเดิมที่ผมเคยอยู่มาก ซึ่งคนแต่ละกลุ่มต่างก็มีทั้งที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและเห็นแก่ได้ แต่ทั้งหมดควรพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ควรเกิดความแตกแยกขึ้น ผมขอเวลา 3 เดือนเพื่อสะสางปัญหาต่างๆให้แล้วเสร็จ ทางตำรวจก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ อุทยานฯ ก็ส่งคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาช่วยกัน เฉพาะแค่เกาะหลีเป๊ะแห่งเดียวต้องใช้กฎหมายถึง 7 ฉบับ 7 อธิบดี ถ้าเป็นส่วนภูมิภาพเราตัดสินใจได้เลย แต่ตอนนี้อำนาจอยู่ที่อธิบดี ผมได้เรียน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ว่า พยายามใช้หลักรัฐศาสตร์ 70% และนิติศาสตร์ 30% โดยนิติศาสตร์เราใช้เฉพาะกับคนที่ดื้อด้านเท่านั้น ถ้าเราจะให้ อบต.ไปรื้อรีสอร์ททั้งหมดบนเกาะหลีเป๊ะ ไม่มีใครได้ประโยชน์สักคน” นายพีรพัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่กรมที่ดินตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาที่ดินแปลงที่ 11 พอทราบหรือไม่ถึงไหนแล้ว รักษาการนายอำเภอเมืองสตูลกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ถือครองที่ดินใช้ช่องทางทางศาล ดังนั้นอย่างไรก็ต้องรอฟังผลการตัดสินของศาล โดยมาตรา 61 อำนาจอยู่ทีอธิบดีกรมที่ดินซึ่งมีขั้นตอนกลั่นกรอง ซึ่งคณะทำงานกำลังดูหลักฐานซึ่งออกมาตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งกระบวนการตรงนี้กรมที่ดินกำลังพิจารณาอยู่

นายพีรพัฒน์กล่าวถึงกรณีที่ชาวเลร้องเรียนเรื่องลำรางสาธารณะถูกถม ทำให้เกิดน้ำท่วมเกาะหลีเป๊ะว่า เมื่ออุทยานฯประกาศครอบที่ดินทั้งเกาะหลีเป๊ะ ดังนั้นส่วนไหนที่เป็นสาธารณประโยชน์ก็เป็นเรื่องของอุทยานฯ ทั้งลำรางและลำคลองสาธารณะไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานฯ ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง

ผู้สื่อข่าวถามว่าในเมื่อผู้ถือสิทธิ์อ้างว่ามี น.ส.3 และมีการถมลำรางสาธารณะ ทำไมถึงไม่เป็นเรื่องของฝ่ายปกครองที่ดำเนินการ นายพีรพัฒน์กล่าวว่าการออกเอกสารสิทธิ์ใดๆไม่สามารถออกทับเส้นทางหรือลำรางสาธารณะได้ และพื้นที่นี้อุทยานฯ ประกาศครอบ บริเวณไหนที่ไม่มีการครอบครองทำประโยชน์ก็เป็นของอุทยาน ดังนั้นตนจึงแจ้งผู้ใหญ่ไปว่าเรื่องระหว่างกรมอุทยานฯ และกรมที่ดินควรกำหนดเขตให้ชัดเจน กรณีนี้หากมีการดำเนินคดีก็ควรเป็นหน้าที่ของอุทยานฯ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีชาวเลร้องเรียนเรื่องถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการไม่ขออนุญาตใบประกอบกิจการรีสอร์ทหรือโรงแรม แต่โรงแรมใหญ่ๆ กับหลุดรอดหมด นายพีรพัฒน์กล่าวว่ายืนยันว่า ผู้ประกอบการกว่า 100 รายที่ถูกดำเนินคดีเรื่องอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนเหมือนกันหมด แต่ชาวเลอาจไม่เข้าใจ เพราะ พรบ.โรงแรมนั้น เมื่อถูกเปรียบเทียบปรับก็ต้องจ่ายค่าปรับจนกว่าจะได้รับใบอนุญาต แต่บางคนอาจไม่เข้าใจเพราะต้องการให้ปิดโรงแรมหรือรีสอร์ทที่ไม่มีใบอนุญาต

“โรงแรมบนเกาะหลีเป๊ะต่างก็มีแบบแปลน แต่มันไปติดที่กฎกระทรวงฉบับที่ 35 ถ้ากฎกระทรวงฉบับนี้ได้รับการแก้ไข ใบอนุญาตสามารถออกได้ทุกโรงแรม มันไม่ใช่กฎหมายที่กระทบต่อความมั่นคง ถามว่ารายได้บนเกาะหลีเป๊ะปีละ 4-5 พันล้านบาท ได้ประโยชน์กันทั้งเกาะ 5 พันคน หากใช้กฎหมายบังคับเด็ดขาดก็ไม่มีใครได้ประโยชน์ หากเกาะหลีเป๊ะไม่มีโรงแรมสักแห่งจะเกิดอะไรขึ้น”นายพีรพัฒน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้โรงแรมและรีสอร์ทหลายแห่งต่างรุกล้ำพื้นที่ชายหาดจะจัดการอย่างไร รักษาการนายอำเภอกล่าวว่า อุทยานฯ ก็ต้องเดำเนินคดีให้หมด เพราะชายหาดบนเกาะหลีเป๊ะเป็นของอุทยานฯโดยตรงและตนเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าอุทยานฯ คนปัจจุบัน เดี๋ยวคงต้องหารือกัน

“ในอดีต อบต.เกาะสาหร่ายมีการทุจริตกันสูง แต่ตอนนี้ ป.ป.ช.ก็ได้เข้ามาตรวจสอบแล้ว เมื่อผมเข้ามาก็พยายามใช้หลักรัฐศาสตร์ แต่อันไหนดำเนินการไม่ได้จริงๆ ก็ต้องใช้หลักนิติศาสตร์ ทางนิติศาสตร์เราใจร้อนไม่ได้ แต่ในส่วนรัฐศาสตร์บางทีแก้ปัญหาได้เลย จริงแล้วผู้ประกอบการและชาวเลสามารถเอื้ออาทรกันได้” นายพีรพัฒน์ กล่าว

นายณฐพร โตประยูร ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกล่าวว่า คณะทำงานตามมาตรา 61 มีข้อสงสัยว่าแผนที่ที่ใช้อ้างอิงเป็นภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหารหรือไม่ โดยมี 8 ประเด็นที่กำลังรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินแปลงที่ 11 ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า โดยที่ผ่านมาต้องล่าช้าเพราะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และคณะทำงานมีความเห็นต่างจากผลการตรวจสอบของดีเอสไอและกรมอุทยานฯ

On Key

Related Posts