Search

ดัน 6 ข้อเสนอฉบับประชาชนภาคอีสาน แนะรัฐบาลใหม่ร่วมหารือตัวแทน

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 นายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ ประชุมประดิษฐ์มนูธรรม 1-2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคอีสาน ประมาณ 100 คน ร่วมกันจัดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสานและข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ โดยมีประเด็นปัญหาในการวิเคราะห์ ประกอบด้วย ภาพรวมนิเวศอีสานและการพัฒนาในลุ่มน้ำโขง เหมืองแร่โปแตชและการคัดค้านในภาคอีสาน กระบวนการจัดทำ EIA ที่ไม่ชอบธรรม กรณีโรงงานน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวล 7 จังหวัด 6 กรณี ในภาคอีสาน การเรียกร้องสิทธิกรณีป่าไม้ที่ดินและป่าชุมชน และการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ต่อมาได้มีการแถลงข่าว ร่างข้อเสนอฉบับประชาชนภาคอีสานต่อรัฐบาลใหม่ โดยตัวแทนเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคอีสาน


นายสิริศักดิ์ กล่าวว่าหายนะทางนิเวศ ความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากร การจัดการทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรมได้กลายเป็นปมปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดังปรากฏจากวิกฤติโลกร้อนจากการพัฒนาอุตสาหกรรมได้สร้างความปั่นป่วนต่อนิเวศและการดำรงชีพของทุกสรรพชีวิต การเสื่อมสูญของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรวดเร็วได้ทำให้ต้นทุนธรรมชาติเพื่อการดำรงชีพของมนุษย์กำลังหมดไป ความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรกลายเป็นความรุนแรงทางการเมืองที่ใหญ่

“ธรรมชาติเป็นทรัพยากรพื้นฐานในการดำรงชีวิตและการพัฒนา แต่นโยบายและมาตรการเร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐที่ผ่านมาบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ จึงเปิดโอกาสให้อำนาจทุนใช้รัฐเป็นเครื่องมือตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่คำนึงถึงตวามสมดุลและยั่งยืนของทรัพยากรและมีความไม่เป็นธรรม ส่งผลอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตคนไทยและสิ่งแวดล้อม จนเกิดปัญหาตามามากมาย เช่น ป่าต้นน้ำถูกทำลาย แหล่งน้ำถูกปนเปื้อนด้วยสารพิษ”นายสิริศักดิ์ กล่าว

นางพิกุลทอง โทธุโย กล่าวถึงประเด็นทรัพยกรแร่ว่า ควรนำต้นทุนทางธรรมชาติ สังคม และค่าเสียโอกาส มาประเมินความคุ้มค่าของการทำเหมืองแร่ทุกชนิด การทำเหมืองแร่ต้องไม่ทำลายต้นทุนที่มีอยู่เดิมนี้ และต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยแร่ โดยกำหนดหลักการความเป็นเจ้าของทรัพยากรแร่ร่วมกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และสาธารณะ รัฐต้องเปิดเผยแหล่งแร่ และศักยภาพแหล่งแร่ต่อชุมชนท้องถิ่น ออกกฎหมายสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทรัพยากร รวมทั้งปรับกระบวนการขอประทานบัตรและอาชญาบัตรให้สอดคล้องกับหลักการข้างต้น

นายจันทา จันทาทอง กล่าวถึงทรัพยากรน้ำว่า นโยบายน้ำต้องมีความเชื่อมโยงกันกับการจัดการทรัพยากรส่วนอื่น เช่น ป่า ที่ดิน และระบบนิเวศ ตลอดไปจนถึงวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างสมดุลทั้งทางนิเวศเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การบริหารจัดการน้ำ ต้องจัดการแบบบูรณาการเบ็ดเสร็จ และไม่เกินน้ำต้นทุนในพื้นที่ ยกเว้นว่าประชาชนในลุ่มน้ำนั้น ๆ ได้ประเมินแล้วว่ามีน้ำเหลือมากพอที่จะแบ่งปันไปให้ลุ่มน้ำอื่นได้ ทั้งนี้จะต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และประเมินยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน


นายดุสิต โนนเพีย กล่าวถึงปัญหาโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ว่าให้ยกเลิกมติ ครม. 20 เมษายน พ.ศ. 2558 ให้ดำเนินการประเมินยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภาคอีสาน หรือทุกพื้นที่ ทบทวนแผนพัฒนาอ้อยและน้ำตาลภาคอีสาน รวมทั้งไม่ควรเอาที่ดินอุดมสมบูรณ์ และเหมาะสมกับการเกษตร เช่น พื้นที่ปลูกข้าว มาเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล”


นางสาววิชุนัย ศิลาศรี กล่าวถึงกรณีป่าไม้ที่ดินและป่าชุมชน ว่าควรแก้ไขกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน ป่าไม้ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเป็นการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมให้กับเกษตรกร จัดระบบข้อมูลที่ดินเพื่อการเกษตรกรทั้งประเทศให้เป็นข้อมูลสาธารณะ ออกกฎหมายคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อช่วยหยุดยั้งการกว้านซื้อที่ดินเพื่อซื้อขายเก็งกำไร ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อการเกษตรกับเกษตรกรที่ทำเกษตรด้วยตนเอง รวมไปถึงการจัดระบบข้อมูลที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งประเทศให้เป็นข่อมูลสาธารณะ


นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ กล่าวถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ว่าท้องถิ่นต้องมีอำนาจในการการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ของคนในท้องถิ่น สนับสนุนการประกอบอาชีพของประชาชนและการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในชุมชน มีบทบาทร่วมกับชุมชน และภาคประชาสังคม ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีบทบาทและอำนาจในการแก้ไขปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยไม่ต้องเฝ้ารอการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาล”


นายผดุงชาติ ฟองนารี กล่าวถึงพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ว่า ในฐานะกฎหมายกลางในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐ ประชาชน เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมายและปรับปรุงให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสานเสนอให้รัฐบาลใหม่มีการนัดหมายพูดคุยกับตัวแทนทั้ง 6 ประเด็น เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอของเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน