Search

ให้นักเรียนไม่มีเอกสารได้เรียน แต่ต้องเข้ามาอย่างถูกต้อง “บิ๊กโจ๊ก”ลุยเชียงรายแก้ปัญหา 126 คน “กัณวีร์”แนะรัฐเร่งเปิดประตูมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ห้องประชุม ภ.จว.เชียงราย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.)ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศพดส.ตร.) พร้อมคณะได้เดินทางมายังจังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมประชุมหารือเรื่องแนวทางในการส่งกลับเด็กและเยาวชนต่างด้าวกลับออกไป นอกราชอาณาจักร ซึ่งนอกจากกรรมการ ศพดส.ตร.แล้ว ยังมีผู้แทน สพฐ. สำนักงานอัยการ นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ในประชุมพูดถึงเรื่องเด็กนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ซึ่งไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ 126 คน และถูกส่งกลับมายังเชียงรายเพื่อผลักดันกลับประเทศพม่า ขณะนี้ได้มีการส่งเด็กกลับไปแล้ว 59 เหลือ 67 คน และในจำนวนนี้มี 40 คนที่พ่อแม่จะมารับ ซึ่งที่ประชุมได้มีการพูดถึงกรณีที่เด็กบางส่วนเคยเรียนอยู่โรงเรียนชายแดนในจังหวัดเชียงรายก่อนที่จะไปเรียนที่ จ.อ่างทอง และ ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ได้สนับสนุนให้เด็กๆทุกคนได้เรียนหนังสือ ในที่สุด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้เด็กยังต้องการเรียนหนังสือ ได้เรียนต่อตามความสมัครใจที่โรงเรียนชายแดน โดยคนที่เข้ามาอย่างผิดกฏหมายขอให้เข้ามาใหม่อย่างถูกต้อง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า กรณีนี้ต้องมองหลายมิติจะมองเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ต้องคำนึงถึงสิทธิเด็กเป็นเรื่องสำคัญด้วย สิ่งที่เด็กต้องการคือการศึกษาและจะเป็นแรงงานสำคัญของประเทศไทยในอนาคตจะทำให้อย่างไรให้เด็กเหล่านี้เข้ามาศึกษาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นในครั้งนี้จึงหารือร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อสรุปทุกมิติ สำหรับสถานการณ์ของเด็กที่เหลืออยู่นั้นได้พักกับบ้านพักเด็กและขั้นตอนต่อไปคือประสานพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า หากเด็กยังต้องการเรียนก็ได้หารือกับเลขาธิการ สพฐ. เพื่อให้เข้าเรียนในโรงเรียนที่รองรับแต่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องยินยอมด้วย เพราะในประเทศเมียนมาหลายพื้นที่มีการสู้รบและขาดโอกาสทางการเรียน ส่วนกรณีเด็กที่หาตัวพ่อแม่ไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ที่จะจัดหาผู้ดูแลเด็กและอยู่ในการดูแลของบ้านพักเด็ก จ.เชียงราย ด้วย ทั้งหมดถือเป็นมติประชุมและจะดำเนินการให้ได้ข้อสรุปภายในวันศุกร์ที่ 15 ก.ค.นี้เพื่อให้เด็กเหล่านี้รู้ถึงอนาคตตัวเอง

“ปัจจุบันพบเด็กในลักษณะนี้และเรียนอยู่ตามโรงเรียนตามแนวชายแดนมีจำนวนกว่า 70,000-80,000 คน เรื่องการดำเนินการต่างๆ จะต้องประชุมหารือร่วมกันโดยหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพหลักว่าจะเข้ามาเรียนอย่างไรอย่างถูกต้อง มีสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร ยารักษาโรค วัคซีนโควิด-19 เป็นต้น กรณีด้านความมั่นคงหากมีภูมิลำเนาอยู่ที่ชายขอบก็สามารถข้ามแดนเรียนหนังสือได้ แต่ไม่ได้หมายถึงเข้ามาลึกถึงกรุงเทพฯ จ. พระนครศรีอยุธยา หรือ จ.อ่างทอง เพราะโรงเรียนตามแนวชายแดนมีอยู่อย่างเพียงพออยู่แล้ว เพื่อจะได้มีการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมายของด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และการศึกษาของเด็กโดยยึดเรื่องสิทธิเด็กเป็นสำคัญต่อไป” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม เปิดเผยว่าได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก พบปะภาคประชาสังคมและภาคชุมชนที่ทำงานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ ยิ่งทำให้ทราบถึงสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศเมียนมาที่นับวันยิ่งทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์นับหลายล้านคนในเมียนมาต้องดิ้นรนต่อสู้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงจนน่ากลัว ได้ฟังมาว่าตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ถึงปลาย มิถุนายน 2566 มีผู้เสียชีวิตในสนามรบที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของกองกำลังชาติพันธุ์ในรัฐกะเหรี่ยงอย่างเดียวสูงถึง 2,632 คน ไม่รวมในพื้นที่อื่นๆ รอบประเทศ และยังมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ผู้ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว อยู่บ้านตัวเองก็เสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างมากมาย

ส.ส.พรรคเป็นธรรมกล่าวว่า ยังยืนยันว่าไทยต้องชิงการเป็นผู้นำในภูมิภาคและในเวทีระหว่างประเทศ ในการให้ความช่วยเหลือโดยการริเริ่มการเป็นประตูสู่มนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) ฝั่งตะวันตกของประเทศ อย่ารอให้คนทะลักเข้ามาแล้วค่อยแก้ไขตามหน้างาน ตามงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดของพื้นที่ และดูแลด้านมนุษยธรรมแบบตามยถากรรม เพราะจะไม่เพียงพออีกต่อไปโดยไทยต้องกล้าพอที่จะเปล่งเสียงออกมาดังๆ ว่า สถานการณ์ในเมียนมาไม่ไหวแล้ว ไทยได้เตรียมความพร้อมในเรื่อง humanitarian corridor ในกรอบความคิดการเชื่อมต่อระหว่างงานด้านมนุษยธรรมและการพัฒนา ไทยจะเป็นผู้นำในด้านนี้ และขอการสนับสนุนจากความตกลงในกรอบภูมิภาค อย่างอาเซียน ผ่าน AHA และกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ โดยไทยจะเป็นผู้นำในการประสานงานและบูรณาการทั้งหมด

“อย่ากลัวว่าคนจะทะลักเข้ามานะครับ เพราะถ้าจะทะลัก หยุดยังไงก็เอาไม่อยู่ ผมจึงขอเสนอให้เตรียมความพร้อมอย่างมีประสิทธิภาพเสียก่อน อย่ารอให้สถานการณ์บีบบังคับให้ทำ จะเตรียมตัวไม่ทัน แล้วเราจะโดนบีบให้ทำงาน จะมาบอกว่าโดนต่างชาติแทรกแซงอีก ชิงความเป็นผู้นำต้้งแต่เนิ่นๆ แล้วไทยจะมีบทบาทที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”นายกัณวีร์ กล่าว

นายกัณวีร์กล่าวว่า ได้หารือกับสำนักข่าวบางแห่งจากฝั่งพม่า ได้รับข้อมูลว่ามีพื้นที่ไม่ติดชายแดนไทย กลายเป็นพื้นที่สงครามทำให้ชาวบ้านจำนวนมากหนีภัยมาอยู่แถวชายแดนและบางส่วนหนีเข้ามาฝั่งไทย ดังนั้นจำเป็นที่ต้องเปิดประตูมนุษยธรรมให้ได้จริงๆ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พลเรือน โดยต้องพูดคุยกันระหว่างทหารไทย ทหารพม่าและทหารของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือกองกำลังที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำบางพื้นที่ให้เป็นเขตปลอดการสู้รบ อาจนำร่องในพื้นที่กองพล 4 และกองพล 6 ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(เคเอ็นยู) และควรมีการกำหนดเขตห้ามบิน

“พม่าเขาพยายามตรึงพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ ดังนั้นไทยควรใช้ประโยชน์ตรงนี้ เราต้องคุยกับทุกๆฝ่ายด้วย ในส่วนของรัฐบาลไทยต้องหารือเรื่องนโยบายกันให้ชัด เราน่ามีพื้นที่คุยด้วย”ส.ส.พรรคเป็นธรรม กล่าว และว่าสำหรับเรื่องการศึกษานั้น เราต้องยึดมั่นนโยบายที่เปิดโอกาสการศึกษาให้ทุกคนและต้องเปิดประตูมนุษยธรรม เพราะเราเห็นว่าการแก้ไขปัญหาในพม่ายังต้องใช้เวลานาน