เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2566 ที่บ้านพักพิงเด็กป่าเด็ง ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สำนักข่าวชายขอบและสำนักข่าว The Reporters จัดอบรมนักสื่อสารชุมชนรอบผืนป่าแก่งกระจาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 50 คน จากพื้นที่รอบป่าแก่งกระจาน ใน จ.ราชบุรี จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีทีมวิทยากรด้านการสื่อสารมวลชน นอกจากนี้ยังมีนางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส.รัตนมณี พลกล้า นักกฎหมายจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน นายเกรียงไกร ชีช่วง เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคตะวันตก ทั้งนี้ช่วงหนึ่งได้มีเวทีเสวนาเรื่องสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยนายอนุสรณ์ เจีย จาก อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี กล่าวว่านอกจากปัญหาทรัพยากรแล้ว ชาวบ้านยังเผชิญปัญหาสิทธิสถานะบุคคล ที่การยื่นคำร้องพัฒนาสถานะบุคคลทำให้ต้องยื่นผ่านผู้นำ ซึ่งเมื่อมีปัญหาก็ไปไม่ถึงอำเภอ
นายแซมซั่น ศรีประเสริฐ ตัวแทนชุมชนป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน กล่าวว่า การทำงานพัฒนาสิทธิสถานะบุคคลเราไม่มีการทำงานเอกสารที่ดีพอ เพราะภาครัฐจำเป็นต้องใช้เอกสารหลักฐานข้อมูลที่ชัดเจน อยากให้เด็กๆ ได้เรียนนิติศาสตร์ให้เป็นทนายความสัก 4-5 คน เราต้องเข้าหาเขาเพื่อให้เห็นทางออก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาให้มีความไว้วางใจเรา
นายแซมซั่นกล่าวว่า ในเรื่องการอยู่กับป่าในอดีต บรรพบุรุษของเราขาหักก็มียาและคาถา 3 วันก็รักษาหาย ชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ อยู่กับป่าได้รับอากาศดี น้ำสะอาด กินพืชผักสมุนไพรปลอดสารพิษ ชีวิตเราเคารพเจ้าป่าเจ้าเขา ฟังเสียงนกเสียงสัตว์ ภูเขาแต่ละลูก ลำห้วยแต่ละสาย มีสิ่งศักดิ์สิทธิ ทำดีก็ได้ดี เราไม่ทะเลาะกัน
โดยเคยทำไร่หมุนเวียน พืชผสมผสานหลายอย่าง หมูป่า ช้าง จะมารบกวนก็มีพืชอาหารต่างๆ ให้กิน ทั้งมัน เผือก ข้าวโพด แต่พื้นที่
นายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำแพชร ชาวบ้านบางกลอย กล่าวว่าเรื่องสิทธิชุมชนนั้น เราถูกอพยพลงมาจากพื้นที่ดั้งเดิม คือใจแผ่นดิน-บางกลอยบน การดูแลค่าชดเชยเยียวยาก็เป็นปัญหา ชาวบ้านพยายามขอสิทธิของตนเองคืน ล่าสุดชาวบ้านกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันกลับขึ้นไปบางกลอยบนและถูกจับกุมดำเนินคดี จนต้องไปชุมนุมหน้าทำเนียบและมีข้อตกลง MOU สุดท้ายแม้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาจะมีข้อเสนอเป็นทางออกให้ชุมชนและนายกรัฐมนตรีได้สั่งการแล้ว แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ก็ไม่มีการปฏิบัติตาม ล่าสุดชาวบางกลอยเตรียมไปยื่นหนังสือที่ ทส. เพื่อสอบถามถึงคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้หากได้ขึ้นไปอยู่ข้างบนชาวบ้านได้วางกติกาการอยู่ร่วมกันไว้หมดแล้ว
นส.ส.รัตนมณี พลกล้า นักกฎหมายจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนกล่าวว่า การอพยพชาวบ้านจากใจแผ่นดินมาบางกลอยล่าง เท่ากับว่าชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิ ถูกบังคับให้ละทิ้งถิ่นฐานโดยอ้างเรื่องความมั่นคง อ้างพื้นที่อนุรักษ์ รัฐมีหน้าที่จัดสรรที่ดินและที่ทำกิน แต่รัฐกลับละเลย จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ เมื่อเกิดคดีก็ตัดสินโดยรัฐ นอกจากนี้ความเข้าใจของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมก็รับรู้และเข้าใจเรื่องชนเผ่าพื้นเมืองน้อยมาก
“กรณีที่มีการเผาบ้านตอนอพยพ เมื่อคดีสิ้นสุดศาลพิพากษาให้อุทยานจ่ายเงิน แต่ลุงนอแอะ ลูกปู่คออี้ ปฏิเสธไม่รับเงินชดเชยที่อุทยานนำมาจ่าย เพราะไม่ใช่เงินของผู้กระทำ แต่เป็นเงินของรัฐ ส่วนคดีล่าสุดที่ชาวบ้านกลับขึ้นไปบางกลอยบน มีการดำเนินคดีชาวบ้านและเยาวชน แม้สุดท้ายคณะกรรมการแก้ไขปัญหามีข้อเสนอให้ชะลอการดำเนินคดีและให้ชาวบ้านกลับไปพื้นที่เดิมเพื่อเป็นพื้นที่ทดลอง แต่ก็ไม่มีการนำมาปฏิบัติ” ส.รัตนมณี กล่าว
นายนิรันดร์ พงษ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย กล่าวว่าการที่มองว่าปัญหาบางกลอยแก้ไม่ได้ ทั้งที่ทุ่มงบประมาณลงมาแล้วเป็นร้อยล้านบาท นั่นแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเพราะหน่วยงานไม่เคยมาถามชาวบ้านว่าต้องการอะไร เงินไม่เคยลงมาตั้งต้นที่ชุมชนเลย มีแต่หน่วยงานลงมาทำโครงการ หากถามชาวบ้านว่าอยากได้อะไรต้องร่วมแก้ปัญหาอย่างไร แบบนั้นน่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ดีกว่า หากตนมีอำนาจคงจะจัดสรรที่ดินและส่งเสริมให้ชาวบ้านทำมาหากินเลี้ยงชีวิตตนเองได้ไม่ต้องลำบากและทรมานแบบนี้ ประปาภูเขาชาวบ้านก็เรียกร้องมานานแต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข



