เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะทนายฝ่ายโจทก์ในคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย เปิดเผยว่า นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ ‘มึนอ’ ภรรยาของบิลลี่ ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งว่า ดีเอสไอมีคำสั่งยุติการคุ้มครองพยานให้แก่มึนอ เนื่องจากมึนอได้ให้การต่อศาลในคดีนี้เสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่มีความเสี่ยงภัยอันตรายอีกต่อไป โดยมีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา และสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน 30 วัน
น.ส.พรเพ็ญ กล่าวอีกว่า ดีเอสไอไม่ควรยุติการคุ้มครองพยานแก่มึนอในตอนนี้ เพราะครอบครัวของบิลลี่ไม่เพียงเป็นพยานในคดีเท่านั้น แต่อยู่ในฐานะผู้เสียหายที่กล้าออกมาร้องเรียน จนมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นคดีคนหาย ที่รัฐต้องส่งเสริมให้ผู้เสียหาย ครอบครัว หรือชุมชน กล้าออกมาร้องเรียน เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างและเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ดังนั้นจึงเตรียมอุทธรณ์คำสั่งดีเอสไอโดยเร็ว
“จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยังไม่ได้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ ยังใส่ชุดลายพรางเดินอยู่ในชุมชน อยู่ในพื้นที่ป่าก็ได้ ตลอดมาแม้ไม่มีเหตุคุกคามหรือข่มขู่ ก็อาจเพราะมีการคุ้มครองพยานอยู่ มีตำรวจเข้ามาตรวจดูทุกวัน จึงไม่มีการเข้ามายุ่งกับพยาน แต่ถ้าไม่มีการคุ้มครองแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะมีความเสี่ยงอะไรเกิดขึ้น” น.ส.พรเพ็ญ กล่าว
น.ส.พรเพ็ญ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหนึ่งในจำเลยของคดีนี้ มีพฤติกรรมพูดขู่ชาวบ้านทางอ้อมผ่านสื่อสาธารณะหลายครั้ง แม้ไม่ได้เดินไปกระทำต่อตัวชาวบ้าน แต่เป็นการใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่ผ่านสื่อ ถือเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในวงกว้าง อีกทั้งหากศาลมีคำตัดสินคดีออกมาทางใดทางหนึ่ง พยานจะมีความเสี่ยงอยู่หรือไม่ ซึ่งในสถานการณ์นี้ผู้ที่อ่อนไหวที่สุดคือครอบครัวของบิลลี่
ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดสืบพยานคดีอุ้มฆ่าบิลลี่ หรือ นายพอละจี รักจงเจริญ 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 24-27 กรกฎาคม 2566 ที่ก่อนหน้านี้คดีนี้นัดสืบพยานไปแล้ว 3 นัด พยาน 9 ปาก ในคดีหมายเลขดำที่ อท.166/2565 ซึ่งเป็นคดีที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวกรวม 4 คน ตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและข้อหาอื่น ๆ



