เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2566 ศ.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หน่วยงานภาครัฐร่วมกันผลักดันเด็กนักเรียนที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กลับประเทศพม่าเนื่องจากเห็นว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย และดำเนินคดีกับนางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในข้อหาให้ที่พักพิงพร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวิจัยร้ายแรง ว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ สิ่งที่ 3-4 หน่วยงานกำลังดำเนินการเป็นการมองเพียงมิติด้านเดียว โดยมองเด็กนักเรียนเหล่านี้เป็นเด็กต่างชาติ ทั้งๆที่ความจริงควรมองในหลายมิติ
ศ.สมพงษ์กล่าวว่า หากมองในแง่กฎหมายโดยใช้ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองเป็นหลักก็จะเห็นแต่ในมิติที่ดำเนินการอยู่ ทั้งๆที่ความจริงแล้วยังมี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก และเสาหลักอาเซียน โดยในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยนั้น ตั้งอยู่ในจุดที่เราต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้ให้ดี ต้องมองให้กว้างและลึก โดยต้องมองว่าเด็กเป็นพลเมืองของอาเซียน เพราะไม่เช่นนั้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติในชายแดนที่เกิดสงครามในพม่าอย่างน้อยอีก 2-3 ปี
“การให้เด็กกลับไปกลับมา เราผลักไป เขาผลักกลับ ดูแล้วเป็นเรื่องที่ขาดมนุษยธรรม เพราะเด็กอยู่ในภาวะไม่ปกติและภาวะสงคราม เราต้องช่วยเหลือเด็กก่อน ทำให้เขาปลอดภัยให้ได้เรียนหนังสือ เป็นโจทย์ใหญ่กว่าการที่จะผลักเขาออกไปนอกประเทศ ที่สำคัญคือเด็กที่อยู่ชายแดน เช่น แม่สอด จ.ตาก เป็นเด็กสองวัฒนธรรม สองสัญชาติ การที่เราเรื่องความเข้าใจสิทธิเด็กและมนุษยธรรมช่วยเหลือเด็กอย่างดีพอสมควร ในแง่สากลทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีกว่าการผลักเด็กออกไป ในเวทีสากลการผลักเด็กออกไป เราจะอธิบายยาก เพราะเด็กเป็นกลุ่มบุคคลที่ควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่แค่เด็กไทย แต่ทั้งเด็กอาเซียนและเด็กในโลกนี้ การผลักเด็กออกไปในช่วงสงครามดูแล้วโหดร้ายเกินไป”ศ.สมพงษ์ กล่าว
ศ.สมพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กเดินทางไป-กลับบริเวณชายแดนจำนวนมาก และในอนาคตจะทะลักเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเรียนตามชายแดนแล้วผ่องถ่ายมาเรียนที่ จ.อ่างทอง หรือแม้แต่มาเรียนใน กทม.ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากมายที่เด็กต้องติดตามผู้ปกครองมา ดังนั้นการที่ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 เอาเด็กจากชายแดนมาไว้ที่ จ.อ่างทอง เพื่อเพิ่มจำนวนเด็กในโรงเรียนในแง่ระเบียบก็ไม่เหมาะสม แต่ถ้าดูภาพกว้างและหลักการใหญ่ ผู้อำนวยการคนนี้ควรได้รับความเห็นใจและความเข้าใจ ควรได้รับการปฏิบัติที่ดี ไม่ใช่ถูกลงโทษสอบวินัยร้ายแรง ถ้าเขาทำผิดระเบียบแต่ถูกหลักการความเป็นสากล เราควรดูหลักใหญ่มากกว่าหลักเล็ก ยิ่งหากมองในระยะยาว เด็กที่ได้รับการเรียนหนังสือเหล่านี้ จะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ สามารถค้าขายในชายแดนได้อย่างเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของสองประเทศ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการน่าเข้าใจประเด็นนี้และผ่อนปรนการลงโทษทางวินัย และไม่ควรยุบโรงเรียน
ศ.สมพงษ์กล่าวว่า โดยนโยบายแล้วประเทศไทยให้การศึกษากับเด็กกลุ่มต่างๆดีอยู่แล้ว โดยมีรหัส G และศูนย์ เพียงแต่ครั้งนี้กระทรวงมหาดไทยไม่ยอมเพราะคิดว่าเด็กเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำให้เบิกค่าใช้จ่ายรายหัวไม่ได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหารือร่วมกันทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าการจะให้รหัส G กับเด็กๆตามเหตุผล ซึ่งทางแก้ของเด็ก 126 คนง่ายมากคือการให้ รหัส G แต่ไม่ได้ทำกันและผลักกลับ แต่ถ้าเข้าใจว่าตอนนี้เด็กทะลักเพราะมีสงครามการช่วยเหลือให้ที่พักและการศึกษาชั่วคราวเป็นเรื่องที่จำเป็น
ผู้สื่อข่าวปัจจุบันโรงเรียนไทยรัฐวิทยากลายเป็นโรงเรียนร้างเพราะเด็ก 126 ถูกส่งกลับ มีช่องทางฟื้นฟูให้โรงเรียนกลับมาเปิดสอนหรือไม่ ศ.สมพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้เหลือเด็กนักเรียนอยู่ 9 คน การจะยุบโรงเรียนนั้นทำไม่ได้ ถ้าชุมชนไม่ยอม ชุมชนมีสิทธิในการร้องเรียนและขอโรงเรียนกลับมา การปิดโดยไม่ได้รับการยินยอมจากชุมชนถือว่าผิดระเบียบ ดังนั้นโอกาสคือมูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับชุมชนต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอาโรงเรียนกลับคืนมา และเมื่อเป็นโรงเรียนขนาดเล็กก็ต้องทำให้เป็นโรงเรียน 3 ระบบ คือสอนในระบบโรงเรียน 9 คน สอนนอกระบบ และสอนอาชีพ ซึ่งโรงเรียนลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเยอะซึ่งเป็นการศึกษาไม่ติดเรื่องสอนหนังสือ แต่อาจวิชาการเพียงครึ่งวัน และเรียนอาชีพครึ่งวัน ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ เพราะการศึกษาต้องเปลี่ยนรูปแบบ ทำให้ประชากรในชุมชนสามารถได้รับการศึกษาตลอดชีวิต
“การเปิดโอกาสให้เด็ก 126 คนกลับมาเรียนก็มีความเป็นไปได้ โดยให้อักษร G เป็นภาพที่ดีและควรคืนสิทธิให้ผู้อำนวยการและเพิ่มครูเข้ามาช่วยกัน ผมคิดว่าควรต้องกู้ภาพลักษณ์ให้คืนมาเป็นบวก ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นลบเช่นนี้”ศ.สมพงษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือที่หน่วยงานรัฐจะยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ศ.สมพงษ์กล่าวว่า เขาคงรับไม่ได้เพราะหากรับได้แสดงว่าที่ดำเนินการมาผิดพลาด ดังนั้นต้องใช้อำนาจรัฐมนตรีมนตรีสั่งการ เพราะข้าราชการไม่มีทางที่จะถอยหลัง และตอนนี้ยังไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลรักษาการต้องนำเรื่องเข้า คณะรัฐมนตรีให้สั่งการ เพราะข้าราชการพอเดินหน้าก็เดินเต็มที่ของเขา
นายพิเชษฐ์ ปั้นงาม ผู้ใหญ่หมู่ 2 บางเสด็จ อ.ป่าโมก ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 และถูกดำเนินคดี กล่าวว่า ขณะนี้แม้ยังไม่มีการยุบโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 แต่ก็ไม่มีนักเรียน และได้ยินว่าจะทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ ขณะที่เด็กนักเรียน 9 คนที่เหลืออยู่ถูกย้ายไปเรียนในโรงเรียนต่างๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังอยากให้โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กลับมาเปิดสอนหรือไม่ นายพิเชษฐ์กล่าวว่า อยากมาก
เพราะดูจากสถานที่แล้วยังมีศักยภาพที่จะเปิดสอนได้ ซึ่งตนรู้สึกเสียดาย เพราะสมัยที่ตนยังเล็กโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 เป็นโรงเรียนที่ใหญ่มาก มีนักเรียนถึง 900 คน สมัยที่นายกำพล วัชรพล มาเปิดโรงเรียนเป็นเรื่องที่ใหญ่มากในชุมชนเพราะทุกคนดีใจที่ลูกหลายจะได้เรียนโรงเรียนดีๆ แต่ระยะหลังเด็กนักเรียนเริ่มน้อยลงเพราะมีโรงเรียนเกิดใหม่ และเมื่อนางกัลยาย้ายมาเป็นผู้อำนวยการ ตนเห็นถึงความตั้งใจจริงและมุ่งมั่นที่จะทำให้โรงเรียนกลับมาฟื้นจากที่มีเด็กอยู่เพียง 12 คน เมื่อสอบถามเจ้าอาวาสและปรึกษากับคณะกรรมการต่างก็เห็นว่าให้ไปรับเด็กจากที่อื่นมาเรียน
“ผมสงสารเด็กๆ มากตอนถูกส่งตัวกลับ เขาเอาเด็กผู้หญิงพักที่หอหญิง พวกเขาถูกกดดันมาก ที่สำคัญคือเขากีดกันไม่ให้เด็กพบกับ ผอ.รร. เด็กๆ เขารัก ผอ.เหมือนแม่ แม้แต่ผู้นำชุมชนเขาก็ไม่ให้เข้าไปพบกับเด็ก จนกระทั่งเด็กๆถูกส่งตัวไปเชียงราย” นายพิเชษฐ์ กล่าว
ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเด็กนักเรียนหลายคน ซึ่งได้ตั้งกลุ่มเพื่อการสื่อสารกันทางออนไลน์ ว่าได้โรงเรียนกันใหม่หรือยัง ปรากฏว่าเด็กหลายคนยังไม่มีที่เรียนหนังสือ เมื่อถามว่าอยากกลับมาเรียนฝั่งไทยอีกมั้ย ส่วนใหญ่บอกว่าอยากกลับมาเรียน ขณะที่เด็กๆ บางส่วนได้กลับเข้ามาฝั่งไทยแล้วโดยได้เข้าเรียนหนังสือที่ผู้ปกครองประสานงานไว้ให้


