Search

ประธานสภาสั่งชงข้อมูลเสนอนายกฯสร้างระเบียงมนุษยธรรมชายแดนไทย-พม่า “กัณวีร์”ยกประเด็นหารือในที่ประชุมสภา นักวิชาการเห็นด้วยหามาตรการคุ้มครองประชาชนพื้นที่ชายแดน แนะรัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญ

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เสนอตั้ง Safety zone ระยะ 5 กิโลเมตรจากชายแดนเป็นเขตปลอดปฏิบัติการทางทหาร ชี้นายกรัฐมนตรีสามารถแสดงความเป็นผู้นำอย่างสง่าผ่าเผยในการประสานการแก้ปัญหาด้านมนุษยธรรม ในขณะที่นักวิชาการรัฐศาสตร์แนะฝ่ายนิติบัญญัติเร่งออกกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยให้ชาวบ้านแถบตะเข็บชายแดน

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ที่อาคารรัฐสภา กทม. ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรมได้ขอหารือในที่ประชุม ภายหลังจากพรรคเป็นธรรมได้รับหนังสือจากภาคประชาสังคมคนทำงานชายแดน ประกอบด้วย สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน, เสมสิกขาลัย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.), มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล, มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน, เครือข่ายแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย พังงา ระนอง ชุมพร ประจวบฯ (คนไทยพลัดถิ่น), Burma Concern เพื่อหามาตรการคุ้มครองประชาชนชายแดนตะวันตกจากสถานการณ์การสู้รบในเมียนมา

ส.ส.พรรคเป็นธรรม แถลงว่าเครือข่ายภาคประชาสังคมเหล่านี้ได้ทำหนังสือมาถึงพรรคเป็นธรรมและประธานสภาผู้แทนราษฎร อยากให้มีการพิจารณามาตรการให้ความคุ้มครองประชาชนผู้ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชายแดนพม่าที่ได้รับผลกระทบต่อสถานการณ์ความรุนแรง การสู้รบในประเทศเมียนมาทำให้พี่น้องประชาชนในฝั่งตะวันตกของประเทศไทยได้รับผลกระทบทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน อยากให้ทางฝ่ายนิติบัญญัติหาทางแก้ไขปัญหาหรือเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะเราทราบดีว่าสถานการณ์ในเมียนมาหลังการรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2564 มีการประหัตประหารในเมียนมาอย่างใหญ่หลวง โดยปัจจุบันนี้จำนวนของผู้พลัดถิ่นที่หนีการประหัตประหารในประเทศเมียนมามีมากกว่า 1 ล้านคน โดย 3 แสนคนได้เข้ามาอยู่ที่ชายแดนไทยเรียบร้อยแล้ว

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ลี้ภัยที่ข้ามมาอยู่ในประเทศไทยและอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว ใน 5 แห่ง จ.แม่ฮ่องสอนกว่า 9,000 คน ส่วนที่ไม่เป็นทางการยังมีผู้ลี้ภัยที่ข้ามชายแดนเข้ามา 2 ปีที่ผ่านมา มากกว่า 1 หมื่นคนแน่นอน

“ข้อเรียกร้องจากทางเครือข่าย มูลนิธิต่างๆที่ทำงานเกี่ยวกับตะเข็บชายแดนให้ฝ่ายนิติบัญญัติช่วยหาทางแก้ไขปัญหาให้ได้ สรุปว่ามี 2 เรื่องหลักๆ ปัญหาแรกปฏิบัติการทางทหารของเมียนมาที่ใช้อยู่ปัจจุบันไม่ว่าจะปฏิบัติการทางภาคพื้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับทางอากาศโจมตีโดยใช้เครื่องบินขับไล่ และโดรนในการทิ้งระเบิด ตรงนี้ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ฝั่งประเทศไทยตะวันตกทั้งหมด 2 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร หนีมาอยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเมียนมา ปัญหาที่ 2 คือความจำเป็นในการเร่งแก้ไขปัญหาและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกวินาทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ว่าถ้า 3 แสนคนนี้ข้ามชายแดนเข้ามา ประเทศไทยมีศักยภาพ ทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ สามารถเจียดเม็ดเงินที่มาจากภาษีอากรพี่น้องประชาชนคนไทยเตรียมความพร้อมด้านมนุษยธรรมที่จะเข้ามาจากฝั่งพม่าหรือเปล่า นี่เป็น 2 ปัญหาหลักๆที่ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมได้เสนอพวกเรามา” ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าว

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ในส่วนพรรคเป็นธรรมได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไปทางประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหา 2 เรื่องนี้ และเสนอการแก้ไขปัญหาเรื่องปฏิบัติการทางทหาร โดยเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำของรัฐบาลไทยควรจะใช้กรอบความร่วมมือทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ในการลดปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนคนไทยในประเทศและผู้พลัดถิ่นที่ประชิดติดชายแดนไทย ทวิภาคีนี้นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องพิจารณาใช้กลไกทุกระดับ ท้องถิ่น พื้นที่ ภูมิภาค รวมถึงกลไกระดับรัฐบาล ต้องมีการพูดคุยและกดดันให้ทหารเมียนมากำหนดพื้นที่ Safety zone ควรจะเป็นที่ไหน จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ชายแดนไทยและข้ามไประยะทาง 5 กิโลเมตร ถ้าพื้นที่ปลอดภัย 5 กิโลเมตรจากชายแดนเป็นระเบียงด้านมนุษยธรรมจะต้องไม่มีปฏิบัติการทางทหารใดๆทั้งสิ้น เพราะมันจะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยด้วย ถ้าเราสามารถบอกให้เขาหยุดยิงในรัศมี 5 กิโลเมตรติดชายแดนนี้จะทำให้ผลกระทบน้อยลงไป ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศที่มาอยู่บริเวณชายแดนไทยสามารถใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และจะได้ไม่ลี้ภัยมาอยู่ฝั่งประเทศไทย” นายกัณวีร์ กล่าว

ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวอีกว่า กรอบความร่วมมือทวิภาคียังไม่เพียงพอ ไทยต้องแสวงหาความร่วมมือแบบพหุภาคี โดยเฉพาะกรอบของอาเซียนที่สามารถนำมาใช้ได้เลย ในกรณีฉันทามติ 5 ข้อ  เมื่อมี Safety zone ก็ไม่จำเป็นต้องอพยพเข้ามาในไทย 

“เรื่องการเตรียมความพร้อมของประเทศในการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ศักยภาพของไทยยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ภาษีอากรจากพี่น้องประชาชนไทยเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่ 3 แสนคนที่เตรียมลี้ภัยเข้าประเทศไทยเรามีงบประมาณเพียงพอหรือเปล่า ผมว่าไม่เพียงพอ นี่ก็เป็นข้อเสนอหนึ่งที่ทางพรรคเป็นธรรมเสนอไปทางสภา ให้ประธานสภาประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรียกประชุมหน่วยงาน สถานทูต ที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคมทั้งในและนอกประเทศมานั่งคุยกัน สอบถามศักยภาพ ทรัพยากร มีแผนอะไรบ้าง แล้วเราต้องใช้ความเป็นผู้นำในการประสานงาน เพื่อที่จะบอกว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงๆขึ้นมาใครจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ประเทศไทยจะแสดงท่าทีของการเป็นผู้นำได้อย่างสง่าผ่าเผย” นายกัณวีร์ กล่าว

นอกจากนี้ นายกัณวีร์ ยังเสนอความเห็นด้วยว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (มช.) มีหลายกระทรวงเกี่ยวข้อง จำเป็นต้องจัดทำตัวนโยบายให้ออกมาเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแบบบูรณาการ 

“นี่เป็นข้อเสนอของเรา และตอนนี้ได้เสนอแล้ว ท่านประธานสภาบอกว่าเรื่องนี้มีรายละเอียดเยอะ ขอให้ผมทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดเพื่อเตรียมพร้อมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสนับสนุนด้านมนุษยธรรม ลดสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศพม่าที่จะมีต่อพี่น้องประชาชนคนไทยฝั่งตะวันตกของเรา” ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าว

ด้าน ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์การสู้ในรบในเมียนมานับตั้งแต่อดีตจนถึงขณะนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ที่บางส่วนอพยพเข้ามายังประเทศไทย รวมถึงประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน 

“เห็นด้วยว่ารัฐไทยควรมีมาตรการที่มีความจำเพาะและชัดเจนในการคุ้มครองประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลใหม่ควรต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับประเด็นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนิยามความมั่นคงแห่งชาติตามพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559 ครอบคลุมถึง ความปลอดภัยของประชาชน” รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว 

ดร.ภาณุภัทร กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ แม้ประเทศไทยจะมีเพียงรัฐบาลรักษาการ ไทยก็มีกลไกต่างๆที่จะสามารถคุ้มครองคนชายแดนได้ ประกอบด้วย ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ 

“ประการหนึ่ง คือ การอำนวยการแก้ไขปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับความมั่นคงชายแดน ให้สำเร็จลุล่วงตั้งแต่ในระดับพื้นที่ โดยคำนึงถึงความมั่นคงชายแดนและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ซึ่งในที่นี้ควรครอบคลุมถึงการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงความหวาดกลัวภัยของผู้คนจากการได้ยินเสียงเครื่องบินรบ ซึ่งกระทบต่อการดำเนินชีวิตโดยปกติรวมถึงการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่” ดร.ภาณุภัทร กล่าว

รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา ยังมีกลไกคณะกรรมการระดับสูงไทย – เมียนมา ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน และมีหน้าที่สำคัญคือ ส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้ชายแดนไทย – เมียนมา มีความสงบเรียบร้อย ปลอดภัย ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี 

“นอกจากนี้ยังมีกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งมีแม่ทัพภาคและผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบในแต่ละพื้นที่เป็นประธานตามลำดับ ซึ่งกลไก 2 อย่างนี้ก็มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับความมั่นคงตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบ รวมถึงหารือมาตรการที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาต่างๆในพื้นที่ชายแดน ซึ่งควรหมายรวมถึง การหารือมาตรการป้องกันภัยคุกคามต่อความปลอดภัยและคุ้มครองของคนในพื้นที่ชายแดนอันเป็นผลกระทบจากการสู้รบในประเทศเมียนมา ด้วย” ดร.ภาณุภัทร กล่าว 

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวอีกว่า การคุ้มครองคนชายแดนอาจจะไม่ต้องออกเป็นกฎหมายใหม่ทั้งหมด เพราะในความเป็นจริงประชากรที่มีสัญชาติไทยก็พึงได้รับการคุ้มครองตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เว้นแต่กลุ่มบุคคลไร้สัญชาติรวมถึงผู้ที่อพยพเข้ามาแสวงหาที่พักพิงเป็นการชั่วคราว 

“สำหรับสองกลุ่มหลังนี้ ในระยะยาวควรมีการหารือร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเพื่อพัฒนาแนวนโยบายหรือกฎหมายที่จะให้ความคุ้มครองกับประชากรกลุ่มนี้เพิ่มเติมด้วย อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านจะสงบ มิใช่เพียงเป้าหมายด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับคนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งจำนวนมากก็มองว่าชาวบ้านฝั่งตรงข้ามในพื้นที่ใกล้เคียงเป็นญาติพี่น้องของตนเช่นกัน” ดร.ภาณุภัทร กล่าว