เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คนงานไทยกว่า 400 คนที่ถูกหลอกและถูกเอารัดเอาเปรียบระหว่างการไปทำงานเก็บลูกเบอร์รี่ที่ประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ ได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือให้สส.ช่วยแก้ปัญหา ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากแรงงานที่ออกไปทำงานเก็บเบอร์รี่ป่าในประเทศฟินแลนด์และสวีเดน ไม่ได้ดำเนินการวีซ่าแรงงาน แต่ใช้วีซ่าของนักท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลฟินแลนด์ถือว่าผู้ได้รับผลกระทบได้เข้าประเทศในนามนักท่องเที่ยว ทำให้ไม่ได้ให้ความคุ้มครอง ขณะที่รัฐบาลฟินแลนด์จะต้องทำสัญญาการจ้างงานใหม่ร่วมกับและรัฐบาลไทย ทั้งนี้จะเร่งดำเนินการจัดคณะตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ซึ่งพรรคก้าวไกลหวังว่าจะได้รับเลือกให้ดูแล กมธ.การแรงงาน เพื่อผลักดันและแก้ไขปัญหานี้ต่อไปเพื่อให้เกิดสัญญาการจ้างงานและให้แรงงานได้รับความคุ้มครอง
“การจัดส่งแรงงานระหว่างประเทศ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการทำสัญญาในประเทศไทย ซึ่งมีกรมการจัดหางานเป็นแม่งานหลัก แต่กลับไม่ได้ดำเนินการตามวีซ่าแรงงาน แต่ใช้เป็นวีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งในเรื่องนี้พรรคก้าวไกลจะนำเสนอให้กรมการจัดหางานดำเนินการแก้ไขโดยทำสัญญาการจ้างแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งสองประเทศ ซึ่งเคยได้ประสบผลสำเร็จร่วมกับประเทศสวีเดนมาแล้ว แต่ทางด้านประเทศฟินแลนด์ เราจะต้องเร่งทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดเป็นปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามชาติ เอารัดเอาเปรียบแรงงาน” นายสุเทพกล่าว
ขณะที่นายจตุมงคล ตาหวาน อายุ 51 ปี จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่าการเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์ต้องใช้เงินจำนวนหลายแสนบาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เมื่อเสร็จงานแล้วปรากฏว่าตนไม่ได้รับรายได้จากการทำงานและไม่เหลือเงินกลับประเทศบ้านเกิด
“เมื่อปี 2562 เป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางไปทำงานเก็บเบอร์รี่ป่า แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด พอครั้งที่ 2 เมื่อปี 2565 เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวได้เตรียมการไปทำงานอีกครั้ง แต่ได้เดินทางผ่านนายหน้าคนใหม่ ซึ่งได้ใช้เงินทั้งหมดจำนวน 134,803 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง พอทำงานเสร็จแล้วก็ไม่ได้เงินกลับมาเลย และทำให้ต้องเป็นหนี้เป็นสินและไม่ได้รับความยุติธรรมจนถึงทุกวันนี้” นายจตุมงคลกล่าว
ด้านนายสุพจน์ เสาะสมบูรณ์ อายุ 42 จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เมื่อปี 2565 ตนได้ติดต่อนายหน้าในหมู่บ้านเพื่อไปทำงานเก็บเบอร์รี่ป่าที่ประเทศฟินแลนด์ และได้ขายทองคำ และกู้หนี้นอกระบบรวมจำนวน 86,210 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ
“ช่วงสัปดาห์แรกที่เดินทางไปได้เริ่มทำงานเก็บสตรอเบอร์รี่ และสัปดาห์ที่ 2 นายหน้าได้เปลี่ยนให้ไปเก็บเบอร์รี่ป่า ในขณะนั้นเบอร์รี่ไม่ได้มีผลผลิตมากมาย เนื่องจากมีคนมาเก็บไปเกือบหมดแล้ว แต่ทุกคนทำงานอย่างหนักแม้ไม่มีผลเบอร์รี่ให้เก็บแต่ก็พยายามหาเต็มที่ ทั้งนี้ยังเป็นคนขับรถให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ และค่าน้ำมันต่างๆในการทำงานบางครั้งเราต้องจ่ายเองอยู่ในขั้นลำบากเป็นระยะเวลา 3 เดือน ก่อนเดินทางกลับบ้านที่บุรีรัมย์ ได้ค่าจ้างเพียง 10,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่เหลือเงินพอที่จะจ่ายหนี้และมีลูกอีก 2 คนที่ต้องดูแลและหวังว่ารัฐจะเร่งแก้ไขปัญหาหวังให้มีการชดเชยและเยียวยาให้กับแรงงานที่ได้รับความเสียหายทุกคน”
นางสาวยุวดี บุญพัน อายุ 33 จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ได้ตัดสินใจกับแฟนเพื่อไปหายืมเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานในประเทศสวีเดน ซึ่งได้กู้ยืมญาติพี่น้องในหมู่บ้านคนละ 80,000 บาท รวม 2 คน จำนวน 160,000 บาท เมื่อได้ไปทำงานชีวิตการเป็นอยู่ก็ย่ำแย่ อาหารการกินก็มีแค่เมนูไข่ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับนายจ้างจ่ายค่าเงินเพียงคนละ 800 บาทเท่านั้น เงินจำนวนนี้แค่นี้จ่ายค่ารถกลับบ้านเกิดยังไม่พอ ทั้งยังมีหนี้ที่ต้องชดใช้อีก
“รู้สึกอับอายคนในหมู่บ้านที่เข้ามาถามไถ่ แต่ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงว่าตัวเองโดนหลอก ทั้งนี้ยังมีจดหมายส่งมาถึงบ้านให้จ่ายค่าวีซ่าค่าเครื่องบินภายใน 7 วัน ซึ่งเราก็ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาจ่าย อยากให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือแรงงานโดยด่วนเพราะไม่มีใครอยากเป็นหนี้ทั้งๆ ที่ทำงานหนักแต่ไม่ได้รับค่าแรงที่เป็นธรรม” นางสาวยุวดีกล่าว
ทั้งนี้หนังสือร้องเรียนที่คนงานส่งถึง สส.และรัฐมนตรีทั้งของไทย และของสวีเดิน-ฟินแลนด์ ระบุข้อเรียกร้องว่า 1.พวกเราทั้ง 400 คน ซึ่งได้ร้องเรียนปัญหาการถูกค้ามนุษย์กับเจ้าพนักงานสอบสวนทั้งในสวีเดนและฟินแลนด์เมื่อ ปี 2565 (รวมทั้งคดีปี2556) อยากให้กระบวนการยุติธรรมในสองประเทศ ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของพวกเรา และดําเนินการเพิ่มกําลังทรัพยากรให้กับทีมสืบสวน เพื่อเร่งกระบวนการสอบสวน และคืนความยุติธรรม ให้กับพวกเราโดยเร็วไว
2. พวกเราคนงานที่ถูกหลอกไปทํางานฟรี ได้เรียกร้องมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2552 ให้มีการหยุดระบบโควตาภายใต้วิถีการจัดการเยี่ยงขบวนการค้ามนุษย์นี้ และให้ใช้ระบบข้อตกลงแบบรัฐต่อรัฐ โดยที่ค่าใช้จ่ายการนําพาคนงานไปจาก ประเทศไทยเป็นภาระของบริษัทที่ได้รับโควตาไม่ใช่มาขูดรีดเอาจากแรงงานไทยปีละ150,000 บาทต่อรายซึ่ง เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล พวกเราแทบจะไม่เหลือเงินกลับบ้านเลย นี่คือการหลอกลวงแรงงานเกษตรกรไทยปีละร่วมหมื่นคนไปเป็นแรงงานทาสแรงงานฟรีระบบนี้เป็นระบบที่ธุรกิจเบอร์รีสวีเดนและฟินแลนด์และบริษัทตัวแทนและเครือข่ายในประเทศไทยเท่านั้นที่ได้ประโยชน์บนรายจ่ายและความเสียหายของคนงานเก็บเบอร์รี มันเป็นธุรกิจการจัดส่งแรงงานที่ไม่ยุติธรรมเอาเปรียบแรงงานเกษตรกรไทยและคือการค้ามนุษย์ที่รัฐบาลทั้งสามประเทศจะต้องดําเนินการยุติโดยทันที
3. พวกเราที่ร่วมลงชื่อในจดหมายฉบับนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดน ฟินแลนด์ และประเทศไทย จัดตั้งคณะกรรมการ ศึกษาปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแรงงานเกษตรกรไทย นับตั้งแต่การเริ่มใช้ระบบโควตาในปี 2548 โดยมีตัวแทนของพวกเราเข้าร่วมอยู่ด้วยในคณะกรรมการ เพื่อหามาตรการเยียวยาและชดเชยความเสียหาย
4. เราขอเรียกร้องความช่วยเหลือเร่งด่วน ในกรณีของคนงาน 400 คน ที่ได้ฟ้องร้องคดีเมื่อสิ้นฤดูกาลเก็บเบอร์รีป่าใน ปี 2565 หลังจากกลับมาประเทศไทย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักในการดํารงชีวิต เพราะต้องแบกรับปัญหาหนี้ที่เกิดจากการไปทํางานเก็บเบอร์รีป่า และหลายคนต้องสูญเสียทรัพย์สินเพื่อใช้หนี้เหล่านั้นพวกเราจึงขอความช่วยเหลือมา ณ ที่นี้ ว่าในระหว่างที่คดียังอยู่ภายใต้การสอบสวน พวกเราขอให้รัฐบาลสวีเดน และฟินแลนด์ มีมาตรการฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือเหยื่อของการถูกค้ามนุษย์เช่นพวกเราในระหว่างรอคดีที่เมืองไทย








