เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2566 นางนิยดา เสนีย์มโนมัย ผู้ตรวจราชการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ในฐานะโฆษก สปส.เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ธันวาคม 2566 จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการ(บอร์ด)ประกันสังคม จำนวน 7 คน ซึ่งในช่วงนี้คือระหว่างวันที่ 12-31 ตุลาคม ได้ให้ผู้ประกันตนลงทะเบียนการใช้สิทธิเลือกตั้งทางออนไลน์ทางเว็บไซต์ www.sso.go.th ส่วนการใช้สิทธินั้นใช้วิธีการหย่อนบัตรตามครูหาที่จัดไว้ในแต่ละจังหวัดซึ่งจะประกาศให้ทราบอีกที
นางนิยดากล่าวว่า มีผู้ประกันตนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 14 ล้านคน จากจำนวนทั้งหมด 24 ล้านคน เนื่องจากบางส่วนมีคุณสมบัติไม่ครบเช่น ส่งเงินสมทบไม่ครบ บางส่วนเป็นแรงงานข้ามชาติ อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมจนถึงปัจจุบันมีผู้ประกันตนมาลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 1 หมื่นคน อาจเป็นเพราะว่าผู้ประกันตนส่วนใหญ่ยังรอดูตัวผู้สมัครซึ่งจะเริ่มเปิดรับสมัครในวันที่ 25 ตุลาคม-31 ตุลาคม
“กรณีแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เราไม่ได้ตัดสิทธิการคุ้มครองใดๆ เพียงแต่เรามีผู้ประกันตนที่เป็นชาวต่างชาติหลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ถ้าเราต้องทำคู่มือครบทุกภาษาและอาจต้องใช้ล่าม ทำให้ยุ่งยาก และต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งแรก เราไม่รู้จะประสบปัญหาอะไรอีกบ้าง เราจึงขอเอาเฉพาะผู้ประกันตนที่เป็นคนไทยก่อน ขณะนี้บอร์ดประกันสังคมได้อนุมัติประมาณเพื่อใช้ในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้จำนวน 207 ล้านบาท” โฆษก สปส. กล่าว
นายศุภลักษณ์ บำรุงกิจ นักวิชาการด้านรัฐสวัสดิการและประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน กล่าวว่าการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกในประเทศไทย หลังถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งบอร์ดและแช่แข็งนาน 9 ปี เป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากเป็นรองแค่การเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เท่านั้น นับเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญอันดับ 2 ของประเทศไทย ซึ่งกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องของกลุ่มสหภาพแรงงาน นักศึกษา และนักวิชาการ
นายศุภลักษณ์ กล่าวว่า ระบบประกันสังคมไทยในปัจจุบันยังห่างไกลกับการบรรลุเจตนารมณ์ของประกันสังคม นั่นคือการทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคมให้กับผู้คน (Social Safety Net) เพราะผลประโยชน์ที่ได้จากการส่งประกันสังคมยังค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิทธิลาคลอดในไทยสามารถลาได้ 98 วัน ได้ค่าจ้างเต็ม 90 วัน แต่ที่สวีเดนสามารถลาได้ถึง 480 วันทั้งพ่อและแม่ ได้รับเงินเดือนจำนวน 80% ระหว่างลา หรือในเดนมาร์กเมื่อว่างงานมีสิทธิได้รับเงินเดือนสูงถึง 90% นานถึง 2 ปี แต่ในไทยหากถูกเลิกจ้างจะได้รับเพียง 50% ของเงินเดือนเป็นระยะเวลา 6 เดือนเท่านั้น
“ที่ผ่านมาคนจำนวนมากได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมกับกองทุนประกันสังคม เนื่องจากเอาเงินจากกองทุนไปลงทุนในโรงแรมหรูศรีพันวาที่ภูเก็ต โดยกองทุนฯ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงแรมอีกด้วย จึงเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมบอร์ดประกันสังคมมีเหตุผลหรือแรงงานจูงใจอะไรจึงนำเงินของแรงงานไปลงทุนเช่นนั้น ซึ่งผลการดำเนินการของโรงแรมดังกล่าวก็ขาดทุน ทำให้ผู้ประกันตนทั่วประเทศจึงกังวลว่าเงินของตนจะปลอดภัยหรือไม่ นำไปใช้ในการลงทุนที่เกิดประโยชน์กับสังคมจริงหรือไม่ การที่แรงงานคนทำงานเลือกตัวแทนของตนไปทำหน้าที่เป็นบอร์ดประกันสังคมตามกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย จะช่วยกำกับดูแลให้ประกันสังคมให้เอาเงินไปลงทุนอย่างถูกวิธี สามารถขยายสิทธิของลูกจ้างและนายจ้างได้ ให้ประกันสังคมทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับของทุกๆ คนอย่างแท้จริง” นายศุภลักษณ์ กล่าว
นางศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา ผู้ก่อตั้งกลุ่มคนทำงานหญิงเพื่อความยุติธรรม (WJGC) และกรรมการบริหารมูลนิธิมานุษยะ กล่าวว่า แม้จะมีการจัดให้มีการเลือกตั้งบอร์ดบริหารประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตน แต่ระเบียบการเลือกตั้งที่ออกโดยกระทรวงแรงงาน เมื่อ 8 กรกฎาคม 2564 ได้กำหนดคุณสมบัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ประกันตนสัญชาติไทยเท่านั้น ส่งผลให้แรงงานชาวพม่า ลาว กัมพูชา และแรงงานสัญชาติอื่น ๆ ที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมไม่มีสิทธิเลือกตั้ง แรงงานข้ามชาติจึงถูกกดทับทางชนชาติอย่างซ้ำ ๆ เพราะเวลาที่บังคับหักเงินประกันสังคมกับแรงงานข้ามชาติ ได้อ้างกฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินเท่ากับทุกคน แต่เมื่อการเลือกตั้งกลับอ้างระเบียบว่าผู้ไม่มีสัญชาติไทยไม่มีสิทธิเลือกตั้งและไม่มีสิทธิลงผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ด
นางศุกาญจน์ตา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กรณีประกันสังคมตาม มาตรา 33 แรงงานข้ามชาติยังไม่มีสิทธิเข้าถึงสวัสดิการอย่างสมบูรณ์ทั้ง 7 กรณี เช่น กรณีทุพพลภาพ เมื่อแรงงานข้ามชาติเกิดอุบัติเหตุจนพิการจะต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางและไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ เนื่องจากไม่สามารถขออนุญาตทำงานได้ เพราะร่างกายไม่สมประกอบ ดังนั้นสิทธิเรื่องของทุพพลภาพที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องจากประกันสังคมก็จะไม่ได้รับและในกรณีชราภาพเมื่ออายุครบ 55 ปี ให้สามารถถอนเงินบำเหน็จบำนาญในกองทุนชราภาพ หรือ เมื่อส่งประกันสังคมเกิน 15 ปี แล้วไม่มารับบำเหน็จชราภาพก็มีสิทธิในการรับบำนาญเป็นรายเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต
“แรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในประเทศไทยเขามีโอกาสอยู่ในประเทศไทยได้เพียง 4 ปี เพราะสามารถต่อใบอนุญาตได้เพียง 2 ปี ต่ออีก 2 ปี พอครบ 4 ปี เขาต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง และทำเรื่องกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งเมื่อเขาอายุ 55 ปีแล้ว แต่บ้านเราไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปี ขึ้นทะเบียนแรงงานได้ทำให้เงินที่เขาส่งเขาประกันสังคมมาตลอดบริจาคให้ประกันสังคมไปเฉย ๆ หลายครั้งที่ได้มีการเรียกร้องให้พวกเรามีสิทธิในการเลือกบอร์ดบริหารของพวกเราเอง แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเพราะประเทศไทยยังมองเรื่องของความมั่นคง ทั้งที่แรงงานข้ามชาติคือคนทำงานและควรได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ” นางศุกาญจน์ตากล่าว
ขณะที่ “ยิง ชิต ซาน” แรงงานชาวไทใหญ่ ผู้ประกันตน ม.33 และกลุ่มคนทำงานหญิงเพื่อความยุติธรรม (WJG) กล่าวว่า เราเป็นคนทำงานหญิงข้ามชาติ ทำงานเป็นแม่บ้านที่บริษัทแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ได้ส่งเงินสมทบเข้าสู่ประกันสังคมทุกเดือน แต่กลับไม่สิทธิโหวตเพราะไม่มีสัญชาติไทย
“แม้เราจะเป็นแรงงานข้ามชาติ แต่ก็ทำงานในประเทศไทยมานานหลายปี เราก็ควรจะมีสิทธิมี 1 เสียงเหมือนกันกับคนอื่น เพื่อออกเสียงเลือกผู้บริหารที่มาดูแลกองทุนรักษาผลประโยชน์ของพวกเรา และให้พวกเราได้เข้าถึงสิทธิอย่างสมบูรณ์” แรงงานข้ามชาติผู้นี้ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ผู้นำแรงงานและผู้ใช้แรงงานที่สังกัดกลุ่มต่างๆ ทั้งระดับสภาองค์การลูกจ้าง สหภาพแรงงาน สมาพันธ์แรงงาน ต่างออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจัดส่งตัวแทนลงชิงชัยบอร์ด สปส.โดยบางส่วนได้จัดทำโปสเตอร์ส่งต่อกันทางไลน์ อย่างไรก็ตามผู้ประกันตนส่วนใหญ่ไม่ได้สังกัดกลุ่มใดๆกลับยังไม่รับรู้ข่าวการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อสอบถามผู้ประกันตนจำนวนมากต่างไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดและไม่เห็นความสำคัญ ทำให้มีเพียงผู้ประกันตนที่มีสังกัดองค์กรด้านแรงงานเท่านั้นที่ต่างเคลื่อนไหวจับขั้วต่อรองกันเพื่อหาเสียงและเทคะแนนให้กัน ซึ่งหากในช่วงสุดท้าย สปส.ยังไม่สามารถประชาสัมพันธ์เข้าถึงผู้ประกันตนทั่วไปให้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ก็มีแนวโน้มว่าผู้ที่ได้รับเลือกเป็นบอร์ดจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะในหมู่องค์กรด้านแรงงานเพราะสามารถล็อบบีการลงคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำเช่นเดียวกับการเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบ


