วันที่ 24 มกราคม 2567 ทนายความของนางสาวหน่อจอ มีมิ ได้รับอนุญาตให้เลื่อนการฟังคำสั่งของพนักงานอัยการไปเป็น 23 ก.พ. 2567
สืบเนื่องจากที่ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ทราบว่านางสาวหน่อจอถูกตั้งข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จากการที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสภ.แก่งกระจานว่า นางสาวหน่อจอ มีมิ ไปเป็นพยานในคดีที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดที่มีโทษทางอาญา โดยนางสาวหน่อจอ มีมิ ได้ทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้วได้ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยไม่ได้คุมตัวไว้ในฐานะผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนได้นัดให้ไปพบเพื่อฟังคำสั่งที่อัยการจังหวัดเพชรบุรีวันที่ 24 มกราคมนี้
กรณีเผาบ้านเรือนชาวกะเหรี่ยงในยุทธการตะนาวศรีนี้มีพยานหลักฐานและคำพิพากษาของศาลปกครองสุดสุดที่เชื่อได้ว่า เมื่อวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพวก ได้ใช้กำลังพร้อมอาวุธ เข้ารื้อถอนทำลายเผาบ้านเรือน ยุ้งฉาง ประมาณ 100 หลังคาเรือน ทรัพย์สินอื่นๆ เป็นของนายคออี้ มีมิ และของชาวบ้าน ซี่งเป็นชาวไทยพื้นเมืองดั้งเดิมเชื้อสายกะเหรี่ยง เหตุเกิดที่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดินในพื้นที่อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันชาวบ้านผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 รายได้รับเงินค่าชดใช้ความเสียหายตามคำพิพากษาศาลปกครองไปแล้ว
มูลนิธิฯ ที่ให้ความช่วยเหลือคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวกระเหรี่ยงบ้านบางกลอย ได้ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่นางสาวหน่อจอ มีมิ โดยได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีไปแล้วเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 ว่าขณะไปพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.แก่งกระจาน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 นั้นนางสาวหน่อจอฯและน้องสาวไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ แม้สามารถฟังและพูดภาษาไทยได้บ้าง แต่ไม่เข้าใจข้อความในเอกสารที่พนักงานสอบสวนให้ลงชื่อ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาโดยไม่มีล่าม พนักงานสอบสวนไม่ได้อ่านหรืออธิบายข้อหาให้นางสาวหน่อจอเข้าใจ และนางสาวหน่อจอก็ไม่ได้รับสำเนาบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา จึงขอให้พนักงานอัยการขยายระยะเวลาการสั่งคดีออกไปอีกเป็นระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ความเป็นธรรมกับนางสาวหน่อจอ และเพื่อให้พนักงานอัยการได้พิจารณาหนังสือขอความเป็นธรรมของนางสาวหน่อจอและกลั่นกรองคดีว่าจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องอย่างถี่ถ้วน
คดีเผาบ้านเรือนชาวกระเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน และปู่โคอี้ มีมิ ซึ่งเป็นปู่แท้ๆของนางสาวหน่อจอ มีมิ ดังกล่าวข้างต้น เป็นคดีที่อยู่ในการพิจารณาสั่งคดีของสำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี ตามที่เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท ) ได้มีมติชี้มูลว่านายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร มีความผิดจริงให้ออกจากราชการและดำเนินคดีอาญา ต่อมาศาลปกครองเพชรบุรีได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้นายชัยวัฒน์กลับเข้ารับราชการไว้ก่อน ขณะนี้คดีความผิดทางวินัยยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองดังกล่าว ส่วนการดำเนินคดีอาญานั้น ป.ป.ท. ได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ แม้การกระทำผิดได้ล่วงเลยมากกว่า 12 ปี พนักงานอัยการสำนักปราบปรามคดีทุจริตภาค7 ก็ยังไม่มีคำสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวก แต่อย่างใด
นางสาวหน่อจอ มีมิ กล่าวว่า ตนได้รับการติดต่อจากพนักงานสอบสวนเพื่อไปที่ สภ.แก่งกระจานเพื่อไปให้การเป็นพยาน ตนยินดีไปให้การเป็นพยานในคดีเผาบ้านปู่โคอี้เหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้กลับตกเป็นผู้ต้องหา ตนไปให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกครั้งว่า อยู่ในเหตุการณ์เมื่อบ้านของปู่โคอิถูกเผาจริงขณะนั้น อายุ 17 ปี และได้ให้ข้อมูลไปตามจริงทุกครั้ง จากการเป็นพยานแต่ทำไมตนจึงตกเป็นผู้ต้องหา

