Search

คณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ริมโขงเมืองเลยสำรวจจุดสร้างเขื่อน เผยวิกฤตป่าไคร้-พันธุ์ปลาเสี่ยงสูญพันธุ์หลังเขื่อนในลาวผุด หวั่นสร้างเขื่อนสานะคาม-เขื่อนปากชมซ้ำเติมผลกระทบ ประมงพื้นบ้านลดฮวบ

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 คณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางได้ลงพื้นที่ติดตามผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคาม และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากชม(ผามอง)บริเวณพรมแดนไทย-ลาว อ.เชียงของ ถึง อ.ปากชม จ.เลย โดยช่วงเช้าคณะสื่อมวลชนเดินทางไปที่บ้านคกเว้า เพื่อสำรวจจุดก่อสร้างสันเขื่อนปากชมที่จะปิดกั้นแม่น้ำโขง กำลังผลิตไฟฟ้า 1,079 เมกกะวัตต์ และจะส่งผลให้ชุมชนเหนือเขื่อนอาจถูกน้ำท่วมกว่า 10 หมู่บ้าน

จากนั้นทั้งหมดได้เดินทางไปสำรวจบริเวณแก่งจันทร์ ต.หาดคัมภีร์ อ.ปากชม ซึ่งเป็นจุดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ภายหลังมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮงในลาว

นายมนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่า ความผันผวนของระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน ภายหลังการมีการปิดกั้นแม่น้ำโขง ทำให้ตะกอนน้ำหายไปร้อยละ 50 ส่งผลให้ป่าต้นไคร้ที่อยู่บนหาดทรายและโขดหินเสื่อมโทรม จนถูกพืชต่างถิ่นหรือเอเลี่ยนสปีชีส์รุกราน กระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำและวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำโขง

“ตะกอนแม่น้ำที่หายไป ทำให้รากต้นไคร้ไม่สามารถยึดเกาะกับโขดหิน ต้องยืนต้นตาย ระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ต้นไคร้เกิดใหม่โตไม่ทัน จากอดีตที่มีป่าไคร้ มีต้นหว้า พลับพรึงธาร มีบุ่งหรือแอ่งน้ำเป็นแหล่งปลาวางไข่และอาศัย ตอนนี้ต้นไคร้ค่อยๆ ตาย ทำให้แม่น้ำโขงมีสภาพแห้งเหมือนทะเลทราย” นายมนตรี กล่าว

นายทองอินทร์ เรือนคำ ชาวประมงพื้นบ้านเชียงคาน กล่าวว่า หลังมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ต้นไคร้เริ่มหายไป ปลาวางไข่ไม่ได้ ออกเรือไม่ได้ปลา ปลาเพี๊ยะ ปลาเอิน ปลาคัง ปลาไน ปลาโจก ที่เป็นปลาขนาดใหญ่เริ่มหายไป จะจับได้แต่ขนาดเล็กและหายากขึ้น ทำให้ชาวประมงจำนวนมากต้องเลิกอาชีพหาปลา จากเดิมที่เชียงคานเคยมีชาวประมงพื้นบ้าน 200-300 คน ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 20-30 คน ซึ่งหากมีเขื่อนสานะคาม และเขื่อนปากชม จะยิ่งมีผลกระทบมากกว่านี้

ช่วงบ่ายคณะสื่อมวลชนเดินทางไปที่แก่งฟ้า บ้านหาดเบี้ย อ.ปากชม เพื่อเก็บข้อมูลชุมชนและผลกระทบ สำหรับพรุ่งนี้(6 มี.ค.) ที่แพกลุ่มประมงพื้นบ้าน อ.เชียงคาน จะมีเวทีเสวนา “เขื่อนโขงน้ำใสแต่ไฟฟ้า(ไม่)สะอาด” โดยมีตัวแทนชุมชนจาก 8 จังหวัดแม่น้ำโขง, ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และนักวิชาการ เข้าร่วม